Around the World
Around the World (รอบโลกNat King Coleแปลโดย รศ.ดร. สุพัฒน์  สุกมลสันต์Around the world, I've searched for you  I traveled on when hope was gone  To keep a rendezvous (rondervoo) I know somewhere, sometime, somehow รอบโลก ผมเพียรค้นหาคุณเป็นเวลายาวนานผมท่องเทียวไปเมื่อความหวังผมสิ้นสะลายเพื่อที่จะหาสถานที่ที่เราจะได้พบกันผมรู้ว่า ที่ใดที่หนึ่ง เวลาใดเวลาหนึ่ง วิธีใดวิธีหนึ่งYou'd look at me  And I would see the smile you're smiling now คุณคงจะมองมาที่ผมและผมคงจะเห็นรอยยิ้มที่คุณกำลังยิ้มอยู่ขณะนี้It might have been in County Down Or in New York มันควรจะได้เป็นที่ County Down หรือที่ New York In Gay Paree or even London Town  No more will I go all around the world  For I have found my world in you ที่กรุง Paris ที่แสนสุขหรรษา หรือแม้แต่ที่กรุง London ก็ได้ผมจะไม่เดินทางรอบโลกต่อไปอีกแล้วเนื่องจากผมได้พบโลกของผมในตัวคุณแล้วIt might have been in County Down  Or in New Yorkมันควรจะได้เป็นที่ County Down หรือที่ New York  Vocabulary Itemsaround (prep) = รอบๆCounty Down (n) = ชื่อของเมืองใหญ่เมืองหนึ่งใน Northern IslandGay Paree = ParisIt might have been = มันอาจจะเป็นlook at (v) = มองที่ มองไปยังrendezvous (n) = สถานที่นัดหมายไว้ จุดนัดหมาย (rondervoo)search (v) = ค้นหาto be gone (v) = หายไป สิ้นสุดแล้วtravel on (v) = ท่องเที่ยวต่อไปGrammarPresent Perfect Tense (ปัจจุบันกาลสมบูรณ์ เพื่อใช้บ่งบอกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต แล้วยังเกิดติดต่อกันเรื่อยมาถึงปัจจุบัน เช่นI have searched for you.I have found my world in you. ประโยคสมมุติชนิดที่ 4 (Past impossible conditions)คือ สมมุติว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เช่นIf I had won the first prize of lottery, I should have bought a new carIt might have been in County Down.ExpressionsThe term " Gay Paree " comes from the original meaning of the word "gai" in French "happy" or "cheerful." Artistic and social movements have made that city become world famous for social, artistic and sexual excess.Gay means happy Gay Paree = Happy city of ParisIn 2002, Paris put a campaign to promote Gay Paree as Paris, the city for the gaysCounty Down (named after its county town is one of six counties that form Northern Ireland, situated in the north-east of the island of Ireland.
7 พฤษภาคม 2563     |      386
Anything That's Part of You
Anything That's Part of You อะไรก็ได้ที่เป็นส่วนหนึ่งของคุณElvis Presleyแปลโดย รศ.ดร. สุพัฒน์  สุกมลสันต์I memorize the note you sent Go all the places that we went I seem to search the whole day through For anything that's part of youผมจดจำบันทึกย่อที่คุณส่งมาไปยังทุกแห่งหนที่เราเคยไปผมดูเหมือนว่าจะค้นหาตลอดทั้งวันเพื่อหาอะไรก็ได้ที่เป็นส่วนหนึ่งของคุณI kept a ribbon from your hair A breath of perfume lingers there It helps to cheer me when I'm blue Anything that's part of youผมเก็บริบบิ้นจากผมของคุณกลิ่นน้ำหอมที่ยังล่องลอยเวียนวนอยู่ที่นั้นมันช่วยทำให้ผมมีชีวิตชีวาขึ้นเมื่อผมเศร้าอะไรก็ได้ที่เป็นส่วนหนึ่งของคุณOh, how it hurts to miss you so When I know you don't love me anymore To go on needing you Knowing you don't need meโอ้ มันช่างเจ็บปวดมากที่คิดถึงคุณเมื่อผมรู้ว่าคุณไม่รักผมอีกแล้วที่จะยังต้องการคุณอยู่ต่อไปรู้ว่าคุณไม่ต้องการผมแล้วNo reason left for me to live What can I take, what can I give When I'd give all of someone new For anything that's part of youไม่มีเหตุผลใดเหลืออยู่ให้ผมมีชีวิตอยู่ผมสามารถได้อะไร ผมสามารถให้อะไรได้เมื่อผมควรให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ใครสักคนหนึ่งที่เป็นคนใหม่เพื่อหาอะไรก็ได้ที่เป็นส่วนหนึ่งของคุณVocabulary Itemsa breath of perfume = กลิ่นของน้ำหอมblue (adj) = รู้สึกเศร้าcheer (v) = กระตุ้นให้รู้สึกคึกคัก ให้กำลังใจhurt (v) = รู้สึกเจ็บปวดleft for (v) = หลงเหลือให้linger (v) = ล่องลอยเวียนวนmemorize (v) = จดจำreason (n) = เหตุผลribbon (n) = ริบบิ้นsearch the whole day through = ค้นหาตลอดทั้งวัน
7 พฤษภาคม 2563     |      663
And I Love You So
And I Love You So (และผมรักคุณมากPerry Comoแปลโดย รศ.ดร.สุพัฒน์  สุกมลสันต์And I love you so The people ask me how How I've lived till now I tell them I don't knowและผมก็รักคุณมากมีคนถามผมว่ามันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรผมอยู่กับคุณได้ยาวนานเช่นนี้จนถึงปัจจุบันได้อย่างไรผมบอกพวกเขาว่า ผมไม่รู้หรอกI guess they understand How lonely life has been But life began again The day you took my handผมเดาว่าพวกเขาเข้าใจว่าชีวิตที่แล้วมามันช่างเปล่าเปลี่ยวมากเพียงใดแต่ว่าชีวิตก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้งในวันที่คุณจูงมือของผม[1] And yes I know  How lonely life can be The shadows follow me And the night won't set me free But I don't let the evening get me down Now that your around meและ ใช่เลย ผมรู้แล้วว่าชีวิตมันสามารถเปล่าเปลี่ยวได้มากเพียงใดเงามันติดตามผมและเวลากลางคืนไม่ทำให้ผมเป็นอิสระแต่ผมไม่ปล่อยให้ช่วงเวลาเย็นทำให้ผมเศร้าสร้อยหรอกที่ขณะนี้คุณมาอยู่ใกล้ๆผมAnd you love me too Your thoughts are just for me You set my spirit free I'm happy that you doและคุณก็รักผมเหมือนกันความคิดคำนึงของคุณเกี่ยวกับตัวผมคุณทำให้จิตวิญญาณของผมเป็นอิสระผมมีความสุขที่คุณทำเช่นนี้The book of life is brief And once the page is read All but life is dead That is my beliefสมุดของชีวิตมันสั้นและเมื่อหน้าหนึ่งของสมุดได้รับการอ่านแล้วเมื่ออ่านครบทุกหน้าชีวิตก็สิ้นสุดแล้วนั้นคือความเชื่อของผม[1]Vocabulary Itemsaround (prep) = อยู่รอบๆ อยู่ใกล้ๆbelief (n) = ความเชื่อbrief (adj) = สั้น สังเขปdead (adj) = ตาย สิ้นชีวิตfollow (v) = ติดตามget someone down (v) = ทำให้บางคนรู้สึกเศร้าสร้อยguess (v) = เดาlonely (adv, adj) = เปล่าเปลี่ยว เหงา เศร้าสร้อยset someone free (v) = ปล่อยให้บางคนเป็นอิสระshadow (n) = เงาso (adv) = มากspirit (n) = วิญญาณ ความนึกกคิดThe people ask me how I've lived till now. = มีคนถามผมว่าผมอยู่กับคุณได้ยาวนานเช่นนี้จนถึงปัจจุบันได้อย่างไรtoo (adv) = เช่นเดียวกันunderstand (v) = เข้าใจ
7 พฤษภาคม 2563     |      265
Anak
ANAKTagalog - Child เจ้าเด็กน้อยเอ๋ยFreddie Aguilarแปลโดย รศ.ดร. สุพัฒน์  สุกมลสันต์When you were born into this world Your mom and dad saw a dream fulfilled Dream come true The answer to their prayersเมื่อเจ้าเกิดมาในโลกนี้แม่และพ่อของเจ้าพบว่าความฝันของเขาสัมฤทธิผลความฝันเป็นจริงคำสวดมนต์ได้รับการสนองตอบแล้วYou were to them a special child Gave 'em joy every time you smiled Each time you cried They're at your side to careเจ้าเป็นเด็กพิเศษสำหรับพ่อและแม่เจ้าทำให้เขามีความสุขทุกครั้งที่เจ้ายิ้มแต่ละครั้งที่เจ้าร้องไห้เขาอยู่เคียงข้างเจ้าเพื่อดูแลเอาใจใส่[1] Child, you don't know You'll never know how far they'd go To give you all their love can give To see you through and God it's true They'd die for you, if they must, to see you liveเด็กเอ๋ย เจ้าไม่รู้หรอกเจ้าจะไม่มีวันรู้ว่าพ่อแม่เจ้าเขาจะไปไกลเพียงใดเพื่อให้ความรักของเขาทุกอย่างแก่เจ้าเท่าที่เขาจะทำได้เพื่อให้เจ้าเจริญเติบโต และพระผู้เป็นเจ้าขอรับ มันเป็นความจริงที่พ่อแม่เขาอาจตายแทนเจ้าได้, ถ้าเขาจำเป็นต้องทำ เพื่อให้เจ้ามีชีวิตอยู่How many seasons came and went So many years have now been spent For time ran fast And now at last you're strongฤดูเกิดขึ้นและผ่านพ้นไปกี่ครั้งหลายปีมากแล้วที่ผ่านพ้นไปเพราะว่าเวลาผ่านไปเร็วและตอนนี้ในที่สุดเจ้าก็แข็งแรงNow what has gotten over you You seem to hate your parents too Do speak out your mind Why do you find them wrongตอนนี้อะไรเข้าควบคุมจิตใจเจ้าล่ะ?เจ้าดูเหมือนจะเกลียดพ่อแม่เจ้าด้วยเหมือนกันพูดตรงๆกับพ่อแม่ของเจ้าซิทำไม่เจ้าจึงคิดว่าพวกเขาทำผิดล่ะ?[1]And now your path has gone astray Child you ain't sure what to do or say You're so alone No friends are on your sideและตอนนี้เส้นทางของเจ้าไร้ทิศทางเสียแล้วนะเจ้าเด็กน้อยเอ๋ย เจ้าไม่แน่ใจว่าจะทำหรือพูดว่าอย่างไรเจ้าอยู่โดดเดี่ยวแล้วนะไม่มีเพื่อนอยู่เคียงข้างเจ้าเลยAnd child you now break down in tears Let them drive away your fears Where must you go Their arms stay open wideและเจ้าเด็กน้อยเอ๋ย ตอนนี้เจ้าสิ้นเรี้ยวแรงและร่ำไห้ขอให้พ่อแม่เจ้าปัดเป่าความหวาดกลัวของเจ้าออกไปเถอะที่ใดที่เจ้าต้องไปล่ะอ้อมแขนของพ่อแม่เจ้าเปิดอ้ารอเจ้าอยู่นะ[1] x 2Vocabulary Itemsalone (adj) = โดดเดี่ยว อยู่ตามลำพังastray (adj) = ไร้ทิศทาง ล่องลอยตามยะถากรรมat someone’s side = อยู่เคียงข้างbreak down (v) = อับปาง ล้มเหลวdrive away (v) = ปัดเป่าอันตราย ขับไล่fulfilled (pp.) = ประสบผลสำเร็จhate (v) = เกลียดชังon your side = อยู่เคียงข้างคุณ อยู่ฝ่ายเดียวกับคุณprayer (n) = คำสวดมนต์อ้อนวอนseason (n) = ฤดูกาลsee someone through = ดูแลความเจริญเติบโตspecial (adj) = พิเศษstrong (adj) = แข็งแรงWhat has gotten over you? =อะไรเข้าควบคุมจิตใจเจ้าล่ะSong Factsคนร้องชื่อ Freddie Aguilarซึ่งเป็นคนฟิลิปปินส์  เขาหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 18 ปี ไปเป็นคนร่อนเร่ ติดการพนัน เพราะไม่มีใครแนะนำการดำเนินชีวิต เมื่อสำนึกผิดก็กลับบ้าน มาสารภาพผิดกับพ่อแม่ และแต่งเพลงนี้ และโด่งดังมากจนติดอันดับทอปฮิตเป็นที่ 1 ในอเมริกา และทั่วโลกในช่วงปี 1980- 2006
7 พฤษภาคม 2563     |      1019
Amazing Grace
Amazing Graceคำขอบคุณพระเจ้าที่น่าทึ่งAlan Jacksonแปลโดย รศ.ดร. สุพัฒน์  สุกมลสันต์[1] Amazing grace! How sweet the sound that saved a wretch like me! I once was lost, but now am found; was blind, but now I see.คำขอบคุณพระเจ้าที่น่าทึ่ง! เสียงช่างน่าไพเพราะจับใจอะไรเช่นนี้จนสามารถช่วยชีวิตให้คนสิ้นหวังเช่นผมได้ !ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นคนที่หลงทาง แต่ตอนนี้พบเส้นทางแล้วเคยตาบอด แต่ตอนนี้มองเห็นแล้ว'Twas grace that taught my heart to fear, and grace my fears relieved; how precious did that grace appear the hour I first believed.คำขอบคุณพระเจ้าคือสิ่งที่สอนให้หัวใจของผมกลัวและปรับแต่งให้ความกลัวของผมผ่อนคลายลงบทสวดมนต์ช่างมีคุณค่ามากอะไรเช่นนี้ในเวลาที่ผมเกิดมีความเชื่อในครั้งแรกThrough many dangers, toils, and snares, I have already come; 'tis grace hath brought me safe thus far, and grace will lead me home.อันตราย การทำงานหนักและการอยู่ในภาวะทุกข์ยากมากมายผมได้ผ่านมาแล้วคำขอบคุณพระเจ้าคือสิ่งที่นำความปลอดภัยมาให้ผมจนถึงเดี๋ยวนี้และคำขอบคุณพระเจ้าจะนำผมไปบ้านWhen we've been there ten thousand years, bright shining as the sun, we've no less days to sing God's praise than when we first begun.เมื่อเราไปถึงที่นั่นเป็นเวลาหมื่นปีส่องแสงประกายดุจดังดวงอาทิตย์เรามีเวลาร้องเพลงสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าไม่น้อยกว่าเวลาที่เราเริ่มต้น[1] Vocabulary Items‘tis = it is‘twas = it wasamazing (adj) = น่าทึ่ง น่าประหลาดใจappear (v) = ปรากฎขึ้นblind (adj) = มองไม่เห็น ตาบอดdanger (n) = อันตรายgrace (n) = คำขอบคุณพระเจ้า ความยิ่งใหญ่ ท่าทางสง่างามgrace (v) = ตกแต่ง ประดับประดา ให้เกียรติhath (v) = has, have (ภาษาเก่าwretch (n) = คนที่มีปัญหา คนที่มีทุกข์ เรือที่อับปางlost (pp) = หลงทาง ถูกลืม ทำอะไรไม่ถูกpraise (v, n) = ยกย่อง สรรเสริญ การยกย่อง การสรรเสริญprecious (adj) = มีคุณค่ามากrelieve (v) = ผ่อนคลาย ทำให้มีความทุกข์น้อยลงsnare (n) = การอยู่ในภาวะทุกข์ยาก การติดกรงขังtoil (n) = การทำงานหนักยาวนาน ExpressionsHow + adj + n + to be !How sweet the sound! = เสียงช่างน่าไพเพราะจับใจอะไรเช่นนี้How beautiful you are! = คุณช่างสวยเริดอะไรเช่นนี้How adorable you are! = คุณช่างน่ารักอะไรเช่นนี้
7 พฤษภาคม 2563     |      374
Am I that Easy to Forget
Am I that easy to forgetผมเป็นคนที่ถูกลืมได้ง่ายๆเลยหรือJim Reevesแปลโดย รศ.ดร. สุพัฒน์  สุกมลสันต์They say you've found somebody new But that won't stop my lovin' you I just can't let you walk away Forget the love I had for youเขาลือกันว่าคุณพบคนรักใหม่            แต่นั้นไม่ได้ทำให้ผมหยุดรักคุณ            ผมเพียงแต่ไม่สามารถปล่อยให้คุณเดินจากไปได้และลืมความรักที่ผมได้มีต่อคุณGuess I could find somebody, too But I don't want no one but you How could you leave without regret Am I that easy to forgetเดาซิว่า ผมก็สามารถหาคนรักใหม่ได้เช่นกัน            แต่ ผมไม่ต้องการใครอีกนอกจากคุณ            คุณจากผมไปโดยไม่โศกเศร้าเสียใจได้อย่างไร?            ผมเป็นคนที่ถูกลืมได้ง่ายๆเลยหรือ?[1] Before you leave be sure you find You want his love much more than mine 'Cause I'll just say we've never met If I'm that easy to forgetก่อนที่คุณจากไป ขอให้แน่ใจว่าคุณพบว่า            คุณต้องการความรักจากเขามากกว่าความรักจากผม            เพราะว่า ผมจะพูดแต่เพียงว่าเราทั้งคู่ไม่เคยพบกันมาก่อน            ถ้าหากว่าผมจะเป็นคนที่ถูกลืมได้ง่ายๆเช่นนั้น[1]Vocabulary Items‘cause (conj) = becauseforget (v) = ลืมguess (v) = เดา คาดการณ์leave (v) = จากไป ละทิ้งไปmine (pron) = my loveregret (v) = ความโศกเศร้า ความเสียใจsure (adj) = แน่ใจExpressionsThey say…= เขาลือกันว่าI just can’t let you walk away. = ผมเพียงแต่ไม่สามารถปล่อยให้คุณเดินจากไปได้Am I that easy to forget? = ผมเป็นคนที่ถูกลืมได้ง่ายๆเลยหรือGrammarSimple Present Tenseปัจจุบันกาลอย่างง่าย เพื่อใช้บ่งบอกว่า เหตุการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นปกติวิสัยในขณะที่พูด หรือเกิดขึ้นบ่อยๆเป็นประจำ เช่นI just can’t let you walk away.You want his love much more than mineI don't want no one but you.Present Perfect Tenseปัจจุบันกาลสมบูรณ์ เพื่อใช้บ่งบอกว่า เหตุการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้ดำเนินติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน และอาจเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตได้ด้วย เช่นWe have never met. เราไม่เคยพบกันมาก่อนเลยSimple Future Tenseอนาคตกาลอย่างง่าย เพื่อบ่งบอกว่าเหตุการณ์บางอย่างจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่นI will just say…That will not stop my loving you. Subjunctive Moodปริกัลบมาลา) คือประโยคที่แสดงความต้องการ ความปรารถนา แนะนำ ตักเตือน เชิญชวน ขอร้อง หรือแสดงเงื่อนไขสมมติ ที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงโครงสร้างประโยคCould/would/might/should + simple verb in Present TenseCould/would/might/should + have + p.p. (past participle) verb in Past Tense เช่นGuess I could find somebody, too.เดาซิว่า ผมก็สามารถหาคนรักใหม่ได้เช่นกันแต่ผมไม่ทำHow could you leave without regret. คุณจากผมไปโดยไม่โศกเศร้าเสียใจได้อย่างไร?แต่คุณควรจะเสียใจ
7 พฤษภาคม 2563     |      1866
All for the Love of a Girl
All for the Love of a Girl (ทุกอย่างเพื่อความรักแก่เด็กคนหนึ่งJohnny Hortonแปลโดย รศ.ดร. สุพัฒน์  สุกมลสันต์Well, today I'm so weary, today I'm so blue Sad and broken hearted and it's all because of you Life was so sweet dear, life was a song And now you've gone and left me, oh where do I belong?อ้า วันนี้ผมเหนื่อยมาก วันนี้ผมเศร้ามาก            เศร้าและหัวใจแตกสะลาย และทุกอย่างเป็นเพราะคุณ            ชีวิตมันเคยหวานสดชื่น ที่รัก ชีวิตคือบทเพลง            และตอนนี้คูณได้จากผมและทิ้งผมไปแล้ว โอ้ แล้วผมจะไปที่ไหนล่ะ?[1] And it's all for the love of a dear little girl All for the love that sets your heart in a whirl I'm a man who'd give his life and the joys of this world All for the love of a girlและทุกอย่างก็เพื่อความรักแก่เด็กเล็กที่น่ารักคนหนึ่ง            ทุกอย่างเพื่อความรักที่กำหนดให้หัวใจของคุณสับสน ผมเป็นผู้ชายที่อยากให้ชีวิตและความหรรษาแก่โลกนี้ ทุกอย่างเพื่อความรักแก่เด็กคนหนึ่ง[1]Vocabulary Itemsbelong (v) = เป็นของ เป็นสมบัติของblue (adj) = สีน้ำเงิน เศร้าหมองbroken hearted (adj) = อกหักdear (n) = ที่รักjoy (n) = ความหรรษาsweet (adj) = หวานชื่น หวานweary (adj) = เหนื่อยอ่อน เหนื่อยล้าwhirl (n) = ความสับสน ความงุนงงExpressionsToday I'm so weary.Today I'm so blue.All for the love of a girl.Life was so sweet.Life was a songGrammarSimple Present Tenseปัจจุบันกาลธรรมดา เพื่อใช้บ่งบอกว่า เหตุการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นปกติวิสัยในขณะที่พูด หรือเกิดขึ้นบ่อยๆเป็นประจำ เช่นToday I'm so weary.Today I'm so blue. Present Perfect Tenseปัจจุบันกาลสมบูรณ์ เพื่อใช้บ่งบอกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต แล้วยังเกิดติดต่อกันเรื่อยมาถึงปัจจุบัน เช่นAnd now you have gone and (have) left me. Simple Past Tenseอดีตกาลธรรมดา เพื่อใช้บ่งบอกว่า เหตุการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีตและสิ้นสุดแล้ว เช่นLife was so sweet dear.Life was a song.Subjunctive Moodปริกัลปมาลาคือประโยคที่แสดงความต้องการ ความปรารถนา แนะนำ ตักเตือน เชิญชวน ขอร้อง หรือแสดงเงื่อนไขสมมติ ที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงโครงสร้างประโยคCould/would/might/should + simple verb in Present TenseCould/would/might/should + have + p.p. (past participle) verb in Past Tense เช่นI am a man who would give his life and the joys of this world.All for the love of a girl. การกล่าวเปรียบเทียบ (Comparison)การพูดเปรียบเทียบในคำประพันธ์มี 2 ลักษณะคือ Simile (อุปมา)และ Metaphor (อุปลักษณ์)ซึ่งคล้ายคลึงกันมาก คือเป็นการเปรียบเทียบเหมือนกันแต่มีข้อแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนนั่นคือก. Simile (อุปมา)จะใช้คำว่า Like หรือ As ที่แปลว่า ราวกับว่า ดุจดั่งว่า ประดุจดั่งว่า เหมือนตัวอย่าง SimileHe ran as fast as the wind.                 เขาวิ่งไวราวกับลม My love is like a red, red rose.             รักของฉันเป็นดั่งกุหลาบแดงข. Metaphor (อุปลักษณ์)ไม่มีคำใช้โดยเฉพาะแต่จะเปรียบโดยตรงระหว่างสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบตัวอย่าง MetaphorLife was so sweet dear.Life was a song.
7 พฤษภาคม 2563     |      1546
A Whiter Shade of Pale
A Whiter Shade of Pale (ขาวยิ่งกว่าซีด Procal Harumแปลโดย รศ.ดร. สุพัฒน์  สุกมลสันต์We skipped the light fandango Turned cartwheels 'cross the floor I was feeling kinda seasick But the crowd called out for more The room was humming harder As the ceiling flew away When we called out for another drink The waiter brought a trayเราเต้นรำปลายเท้าเพลงจังหวะแฟนแดงโก้แบบเบาๆหมุนปลิวไปข้ามฟอร์การเต้นรำผมรู้สึกเหมือนอย่างกับเมาคลื่นแต่ฝูงชนก็ตะโกนเรียกให้เต้นรำอีกห้องนั้นมีเสียงดังเพิ่มขึ้นมากขณะที่เพดานห้องหมุนปลิวกระจายเมื่อเราตะโกนบอกว่าให้นำเครื่องดื่มมาอีกบริกรก็ยกถาดมาAnd so it was that later As the miller told his tale That her face, at first just ghostly, Turned a whiter shade of pale She said, “There is no reason And the truth is plain to see.” But I wandered through my playing cards And would not let her be One of sixteen vestal virgins Who were leaving for the coast And although my eyes were open They might have just as well've been closedและแล้วในเวลาต่อมาขณะที่ผู้ชายซึ่งทำงานในโรงโม่แป้งเล่าเรื่องของเขาว่าใบหน้าของหล่อนที่ครั้งแรกขาวเหมือนผีเปลี่ยนเป็นสีซีดยิ่งกว่าสีขาวเธอบอกว่า “ไม่มีเหตุผลอะไรและความจริงคือสิ่งที่มองเห็นนั่นแหละ”แต่ผมคิดเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมายขณะที่เล่นไพ่และจะไม่ปล่อยให้เธอเป็นหนึ่งในสิบหกคนของหญิงสาวพรหมจารีแห่ง Vestalผู้ซึ่งออกเดินทางไปยังชายฝั่งและถึงแม้ว่าตาของฉันเปิดอยู่ตานั้นก็อาจจะปิดอยู่ได้เช่นเดียวกันAnd so it was that later As the miller told his tale That her face, at first just ghostly, Turned a whiter shade of paleและแล้วในเวลาต่อมาขณะที่ชายทำงานในโรงสีเล่าเรื่องของเขาว่าใบหน้าของหล่อนที่ครั้งแรกขาวเหมือนผีเปลี่ยนเป็นสีซีดยิ่งกว่าสีขาวAnd so it was that laterและในเวลาต่อมามันก็เป็นเช่นนั้นVocabulary Itemsa whiter shade of pale = ขาวยิ่งกว่าสีซีด ขาวซีดมากcartwheel (n) = ล้อเกวียน การตีลังกาไปด้านข้างลำตัว การหมุนเหวี่ยง cartwheel (v) = ตีลังกาไปด้านข้างลำตัว หมุนเหวี่ยง เหวี่ยงสะบัด หมุนพลิกคว่ำ เช่นfandango (n) = การเต้นรำที่มีจังหวะสนุกสนานตามแบบ Spanish หรือ Spanish-American ของหญิงและชายตามเสียง guitar และเครื่องให้จังหวะที่คล้ายกรับ ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เปลือกหอย หรือพลาสติก สวมติดกับนิ้วหัวแม่มือและนิ้วอื่น เรียกว่า castanetsmiller = ผู้ชายที่ทำงานในโรงโม่แป้งplain to see = อย่างที่มองเห็น มองเห็นอย่างชัดเจนShe cartwheeled across the floor. = หล่อนเต้นรำเหวียงตัวไปด้านข้างข้ามฟลอร์เต้นรำThe car hit the pole and then cartwheeled across the road.= รถชนเสาและถูกเหวี่ยงไปข้ามถนนThe children turned cartwheels on the grass. = เด็กๆตีลังกาไปด้านข้างบนสนามหญ้าvestal virgins = สาวพรหมจารีจากตระกูลขุนนางจำนวน 6 คนที่ถูกคัดเลือกให้ทำหน้าที่เฝ้าวิหาร Vestal เพื่อเฝ้าไม่ให้ไฟที่จุดไว้ดับ หรือไม่ให้ใครนำไฟออกไปข้างนอก เมื่อเป็นแล้วจะต้องอยู่ในตำแหน่งนี้อย่างน้อย 30 ปี จะแต่งงานไม่ได้ เป็นความเชื่อของ Roman เมื่อมากกว่า 1000 ปีมาแล้วwander = คิดเรื่อยเปื่อยไปเรื่องๆอย่างไร้จุดหมาย เดินพเนจรเบื้องหลังของเพลงเคยเป็นเพลงติดอันดับที่ 1 เพลง Hit ของอังกฤษเนื้อร้องประพันธ์โดย Keith Reid และ Gary Brooker แต่งทำนอง โดยใช้ทำนองเพลงบางส่วนของ Bach นักประพันธ์เพลงเอกของโลก Orchestra Symphony มาใส่ด้วยบันทึกเสียงและขับร้องโดย Procol Harum ในปี 1967ต่อมาอีก 40 ปีMatthew Fisher นักดนตรีที่เล่น organ ในการบันทึกเสียงได้ฟ้องขอมีลิขสิทธิ์ร่วม และศาลได้ตัดสินให้เขาชนะคดีด้วย ในปี 2009 โดยก่อนหน้านี้เขาเคยจะฟ้องศาลมาแล้ว 4 ครั้ง แต่ทนายบอกเขาว่าไม่มีทางจะชนะได้มีคนถาม Reid ผู้แต่งว่าเพลงนี้เกี่ยวกับอะไร เพราะมีผู้วิจารณ์ว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีเนื้อร้องสับสน และบางตอนมีการตีความว่าเป็นกิจกรรมทางเพศของหญิงและชาย และคิดกันว่าผู้แต่งเพลงกำลังเมายาเสพติด ในขณะที่แต่งเพลง เขาตอบว่า ไม่ได้สนใจว่าเพลงเกี่ยวกับอะไร แต่งไปเรื่อยๆตามที่อยากเขียน เขาบอกว่าเขาได้แนวคิดมาจากหนังสือ ไม่ใช่จากยาเสพติดผู้แต่งได้แนวคิดของชื่อเพลงจากที่เขาไปงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง เจ้าของบ้านพูดกับภรรยาว่า You’ve turned a whiter shade of pale. I think you’d better go to bed. เขาชอบใจและนำวลี A Whiter Shade of Pale มาเป็นชื่อเพลง
7 พฤษภาคม 2563     |      1291
A Voice in the Wilderness
A Voice in the Wildernessเสียงเพรียกหาในพงไพร การเรียกร้องที่ไร้ผล Cliff Richardแปลโดย รศ.ดร. สุพัฒน์  สุกมลสันต์My heart was so heavy with longing for you My arms were so lonely, lonesome and blue Alone in my sorrow, I heard a voice cry A voice in the wilderness, a voice from the skyหัวใจของผมมันหนักมากเพราะว่าใคร่ครวญใฝ่หาคุณอ้อมแขนของผมมันอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว และเศร้ามากโศกเศร้าอยู่ตามลำพัง ผมได้ยินเสียงร้องเสียงเพรียกหาในพงไพร เสียงจากท้องฟ้าHave faith in your darling, the voice seemed to say Be true to her memory, she'll come back one day And though there was no-one, nobody to see A voice in the wilderness brought comfort to meผมมีศรัทธาในตัวคุณ ที่รัก เสียงนั้นดูเหมือนจะพูดว่าจงซื่อสัตย์กับความทรงจำของเธอ  หล่อนจะกลับมาสักวันหนึ่งและแม้ว่าจะไม่มีใครเลย ไม่มีใครที่ผมจะมองเห็นเลยเสียงเพรียกหาในพงไพรก็ทำให้ผมสบายใจได้We had a quarrel, I was unkind Why did you leave me, love made me blind Come back to me darling, I yearn for your touch Have pity, come back now, I need you so much Believe me and you'll hear it, the voice from above The voice in the wilderness, the voice of true loveเราทะเลาะกัน ผมใจร้ายทำไมคุณจากผมไป ความรักทำให้ผมตาบอดกลับมาหาผมเถิดที่รัก ผมต้องการการสัมผัสจากคุณมากจงสงสาร กลับมาตอนนี้เถอะนะ ผมต้องการคุณมากเชื่อผมและคุณจะได้ยิน เสียงจากเบื้องบนเสียงเพรียกหาในพงไพร เสียงของความรักที่แท้จริงBelieve me and you'll hear it, the voice from above A voice in the wilderness, the voice of true love.เชื่อผมและคุณจะได้ยิน เสียงจากเบื้องบนเสียงเพรียกหาในพงไพร เสียงของความรักที่แท้จริงVocabulary Itemsalone (adj) = อยู่ตามลำพังblue (adj) = รู้สึกเศร้าcomfort (n) = การปลอบโยนfaith (n) = ความศรัทราhave pity = มีความสงสารheavy (adj) = หนัก มีทุกข์มากlonely (adj) = รู้สึกอ้างว้างlonesome (adj) = รู้สึกเปล่าเปลี่ยวlong for (v) = ถวิลหา ใครครวญใฝ่หาquarrel (n) = การทะเลาะsorrow (n) = ความเศร้าunkind (adj) = โหดร้ายyearn for (v) = ต้องการมากExpressionsA voice in the wilderness = เสียงในพงไพร เสียงที่ไม่มีคนสนใจLove makes me blind = ความรักทำให้ผมตาบอดA voice (of one crying) in the wilderness = a person making a suggestion or plea that is ignored, Someone who expresses an opinion that no one believes or listens to is a voice in the wilderness, especially if proved right later. เป็นสำนวนที่นำมาจากตอนหนึ่งของ Bible
7 พฤษภาคม 2563     |      381
A Man without Love
A Man without Love (ผู้ชายไร้รักEngelbert Humperdinckแปลโดย รศ.ดร. สุพัฒน์  สุกมลสันต์I can remember when we walked together Sharing a love I thought would last forever Moonlight to show the way so we can follow Waiting inside her eyes was my tomorrow (= My tomorrow was waiting inside her eyes) Then something changed her mind, her kisses told me I had no loving arms to hold meผมจำได้เมื่อเวลาเราเดินด้วยกันแบ่งปันความรักกันซึ่งผมคิดว่าจะไม่มีวันสิ้นสุดแสงจากดวงจันทร์ส่องทางเรา ดังนั้นเราจึงเดินตามทางได้ความฝัน(อนาคตของผมอยู่ในดวงตาของเธอแล้วบางอย่างก็เปลี่ยนใจเธอ การจุมพิตของเธอบอกให้ผมรู้ผมไม่มีอ้อมกอดที่น่ารักที่จะกอดผมอีกแล้ว[1] Every day I wake up then I start to break up Lonely is a man without love Every day I start out then I cry my heart out Lonely is a man without love Every day I wake up then I start to break up Knowing that it's cloudy above Every day I start out then I cry my heart out Lonely is a man without loveทุกวันผมตื่นมาแล้วผมก็เริ่มมีอารมณ์ประสาทเสียรู้สึกโดดเดี่ยวคือผู้ชายที่ไร้รักทุกวันผมเริ่มต้นสิ่งแรกแล้วผมก็ร้องไห้ต่อเนื่องยาวนานรู้สึกโดดเดี่ยวคือผู้ชายที่ไร้รักทุกวันผมตื่นมาแล้วผมก็เริ่มมีอารมณ์ประสาทเสียรู้ว่ามันมีเมฆหมอกอยู่เบื้องบนทุกวันผมเริ่มต้นสิ่งแรกแล้วผมก็ร้องไห้ต่อเนื่องยาวนานรู้สึกโดดเดี่ยวคือผู้ชายที่ไร้รักI cannot face this world that's fallen down on me So if you see my girl please send her home to me Tell her about my heart that's slowly dying Say I can't stop myself from cryingผมไม่สามารถเผชิญหน้าโลกนี้ที่ถล่มทับลงมาที่ผมได้ดังนั้น ถ้าคุณพบหญิงสาวของผม โปรดส่งเธอกลับบ้านให้ผมด้วยบอกเธอเกี่ยวกับหัวใจของผมที่กำลังตายอย่างช้าๆบอกเธอว่าผมไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้[1]Every day I wake up then I start to break up Lonely is a man without love Every day I start out then I cry my heart out Lonely is a man without loveทุกวันผมตื่นมาแล้วผมก็เริ่มมีอารมณ์ประสาทเสียรู้สึกโดดเดี่ยวคือผู้ชายที่ไร้รักทุกวันผมเริ่มต้นสิ่งแรกแล้วผมก็ร้องไห้ต่อเนื่องยาวนานรู้สึกโดดเดี่ยวคือผู้ชายที่ไร้รักVocabulary Itemsabout (prep) = เกี่ยวกับbreak up (v) = ประสาทเสีย อารมณ์เสีย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้change (v) = เปลี่ยนแปลงcloudy (adj) = มีเมฆมาก มีปัญหามากรออยู่ เปรียบเทียบcry heart out (v) = ร้องไห้คร่ำครวญยาวนานและไม่สามารถปลอบโยนได้fall down on (v) = ตกลงใส่follow (v) = ติดตามhold (v) = เกาะ ยึด กอดlonely (adj) = รู้สึกโดดเดี่ยวmind (n) = จิตใจ ความคิดmoonlight (n) = แสงจันทร์remember (v) = จดจำshow the way (v) = ส่องทาง บอกทางstart out (v) = เริ่มต้นwake up (v) = ตื่นนอนwalk together (v) = เดินด้วยกันwithout (prep) = ปราศจาก ไร้ ไม่มีExpressionsI can remember when we walked together.I can't stop myself from crying. = I can't stop crying.Lonely is a man without love. = A man without love is lonely.GrammarSimple Present Tenseปัจจุบันกาลธรรมดา เพื่อใช้บ่งบอกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในขณะที่พูดเป็นปกติวิสัย เช่นI can remember when we walked together.Every day I wake up then I start to break up.Every day I start out then I cry my heart out.   2. Simple Past Tenseอดีตกาลธรรมดา เพื่อใช้บ่งบอกสิ่งเกิดขึ้นและสิ้นสุดแล้วในอดีต เช่นI can remember when we walked togetherI had no loving arms to hold me.   3. Subjunctive Moodปริกัลบมาลาคือประโยคที่แสดงความต้องการ ความปรารถนา แนะนำ ตักเตือน เชิญชวน ขอร้อง หรือแสดงเงื่อนไขสมมติ ที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง เช่นWe thought our love would never end.เราคิดกันว่าความรักของเราคงจะไม่มีวันสิ้นสุดSharing a love (that) I thought would last forever. แบ่งปันความรักกันซึ่งผมคิดว่าคงจะไม่มีวันสิ้นสุด   4. การกล่าวเปรียบเทียบ (Comparison)การพูดเปรียบเทียบในคำประพันธ์มี 2 ลักษณะคือ Simile (อุปมา)และ Metaphor (อุปลักษณ์)ซึ่งคล้ายคลึงกันมาก คือเป็นการเปรียบเทียบเหมือนกันแต่มีข้อแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนนั่นคือก. Simile (อุปมา)จะใช้คำว่า Like หรือ As ที่แปลว่า ราวกับว่า ดุจดั่งว่า ประดุจดั่งว่า เหมือนตัวอย่าง SimileHe ran as fast as the wind.                 เขาวิ่งไวราวกับลม He eats like a pig.                             เขากินอย่างกับหมู My love is like a red, red rose.             รักของฉันเป็นดั่งกุหลาบแดงข. Metaphor (อุปลักษณ์)ไม่มีคำใช้โดยเฉพาะแต่จะเปรียบโดยตรงระหว่างสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบตัวอย่าง MetaphorHer home was a prison.                 บ้านของเธอคือคุก America is a melting pot.               อเมริกาคือหม้อหลอม You are my sunshine.                   คุณคือแสงตะวันของผมWaiting inside her eyes was my tomorrow. = My tomorrow was waiting inside of her eyes. วันพรุ่งนี้ของผมรออยู่ในดวงตาของเธอความฝันอนาคตของผมอยู่ในดวงตาของเธอ
7 พฤษภาคม 2563     |      2972
A Lover's Concerto
A Lover's Concertoบทเพลงประสานเสียงของคู่รักKelly Chen แปลโดย รศ.ดร.สุพัฒน์  สุกมลสันต์How gentle is the rain That falls softly on the meadow Birds high up in the trees Serenade the clouds with their melodiesฝนช่างสุภาพอ่อนโยนเสียเหลือเกิน ที่ตกลงอย่างเบาๆในทุ่งหญ้า เหล่านกเกาะอยู่บนต้นไม้สูง ต่างก็ส่งเสียงร้องประสานเสียงให้มวลเมฆฟังOh, see there beyond the hill The bright colors of the rainbow Some magic from above Made this day for us just to fall in loveโอ้…ดูที่ตรงโน้นซิที่อยู่เลยเนินเขาออกไป มีรุ้งหลากสีสดใส ซึ่งเป็นสิ่งวิเศษจากเบื้องบน สรรค์สร้างขึ้นวันนี้สำหรับเราเพียงเพื่อให้หลงรักกันเท่านั้นNow I belong to you From this day until forever Just love me tenderly And I'll give to you every part of meเวลานี้ผมเป็นของคุณ ตั้งแต่วันนี้ตราบจนนิรันดร ขอเพียงแต่คุณรักผมอย่างถนุถนอม และผมจะมอบทุกส่วนของผมให้กับคุณ โอ้....Oh, don't ever make me cry Through long lonely nights without love Be always true to me Keep this day in your heart eternallyโอ้...อย่าทำให้ผมร้องไห้เลยนะ ตลอดทั้งคืนที่ยาวนานและเปล่าเปลี่ยวโดยไม่มีความรัก ขอจงซื่อสัตย์ต่อผมเสมอ จงเก็บวันนี้ไว้ในหัวใจของคุณจนชั่วนิจนิรันดร์Someday we shall return To this place upon the meadow We'll walk out in the rain Hear the birds above singing once againสักวันหนึ่งเราจะกลับมา ยังสถานที่แห่งนี้ ณ ที่ทุ่งหญ้านี้ เราจะเดินไปในสายฝน เพื่อฟังเสียงเหล่านกที่อยู่เบื้องสูงส่งเสียงร้องอีกครั้งหนึ่งYou'll hold me in your arms And say once again you love me And if your love is true Everything will be just as wonderfulคุณจะโอบกอดผมไว้ในอ้อมแขนของคุณ และพูดอีกครั้งหนึ่งว่าคุณรักผม และถ้าความรักของคุณเป็นรักแท้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากเช่นกัน[1] You'll hold me in your arms And say once again you love me And if your love is true Everything will be just as wonderfulคุณจะโอบกอดผมไว้ในอ้อมแขนของคุณ และพูดอีกครั้งหนึ่งว่าคุณรักผม และถ้าความรักของคุณเป็นรักแท้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากเช่นกันJust hold me in your arms And say once again you love me And if your love is true Everything will be just as wonderfulเพียงแต่โอบกอดผมไว้ในอ้อมแขนของคุณ และพูดอีกครั้งหนึ่งว่าคุณรักผม และถ้าความรักของคุณเป็นรักแท้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากเช่นกัน[1]Vocabulary Itemsconcerto (n) = บทประพันธ์สำหรับวงมหาอุปรากร ปกติจะมีผู้เล่นดนตรีเดี่ยวนำ 1 คนหรือมากกว่า และมี 3 ท่อนgentle (adj) = ผู้ดีมีตระกูลสุภาพอ่อนโยนอ่อนค่อย ๆ ถนอมmeadow (n) = ทุ่งหญ้าserenade (n) = ร้องเพลงเพลงมโหรีtenderly (adv) = นุ่มอ่อนนิ่มความรู้สึกรักใคร่อย่างรักใคร่eternally (adv) = ไม่รู้จักจบชั่วกัลปาวสานชั่วนิรันดร์Sonata (n) = บทประพันธ์สำหรับวงมหาอุปรากร ปกติจะมีผู้เล่นดนตรีเดี่ยวนำ 1 คนด้วยเปียร์โน และมี 3 ท่อนหรือมากกว่า ถ้าเดี่ยวนำด้วย Violin เรียกว่า Violin sonata และถ้าเดี่ยวนำด้วย Cello ก็เรียกว่าcello sonataSong Factsแต่งเนื้อร้องโดยนักแต่งเพลงอเมริกัน 2 คนคือ Sandy Linzer and Denny Randell โดยอาศัยทำนองเพลงที่ดัดแปลงมาจากเพลง ชื่อ Minuet in G major ซึ่งแต่งโดย Christian Petzold และคนเคยเข้าใจผิดว่าแต่งโดย Bach เพราะเนื้อเพลงอยู่ในสมุดจดบันทึกของ Bach ที่ภรรยาเขาคือ Anna Magdalena Bach เก็บไว้บันทึกเสียงโดยวงดนตรี The Toys ในปี 1965 และประสบผลสำเร็จมากโดยติดอันดับเพลงฮิทลำดับที่ 2 ที่อเมริกา และอันดับที่ 5 ในอังกฤษ นักร้องวง The Toys ประกอบด้วย 3 สาวคือ Barbara Harris, Barbara Parritt และ June Montiero และในปี 1968 วงนี้ก็สะลายตัวเองในปี 1998 Kelly Chen เฉิน ฮุ่ยหลิน ดาราภาพยนต์ของ Hong Kong นำมาขับร้องในภาพยนตร์เรื่อง Anna Magdalena ที่เธอเป็นนักแสดงนำหญิง ประกบกับจินเฉิงอู่ (Takeshi Kaneshiro) และ กัวฟู่เฉิง และได้รับความนิยมทางเอเชียมากจนได้สมญานามว่า "Asia's Heavenly Queen")
7 พฤษภาคม 2563     |      1354
A Certain Smile
A Certain Smile การยิ้มที่อธิบายยากJohnny Mathisแปลโดย รศ.ดร.สุพัฒน์  สุกมลสันต์A certain smile, a certain face Can lead an unsuspecting heart on a merry chase A fleeting glance can say so many lovely things Suddenly you know why my heart singsการยิ้มที่อธิบายยาก ใบหน้าตาที่อธิบายยาก            สามารถชักนำหัวใจที่ไม่มีความสงสัยติดตามด้วยยินดีได้            การเหลือบมองดูในเวลาสั้นๆสามารถบอกสิ่งที่ชื่นชอบได้มากมาย            ทันทีทันใดนั้น คุณก็รู้ว่าทำไมหัวใจผมจึงร่าเริงแจ่มใสนักYou love awhile and when love goes You try to hide the tears inside with a cheerful pose But in the hush เวลาเงียบสงบ of night exactly like a bittersweet refrain Comes that certain smile to haunt your heart againคุณรักอยู่ชั่วขณะหนึ่ง และเมื่อรักหายไป            คุณพยายามที่จะซ่อนน้ำตาไว้ภายในด้วยท่าทางรื่นรมย์ที่สร้างขึ้น            แต่ว่า เมื่อเวลาเงียบสงบตอนกลางคืนมันเหมือนกับท่อนซ้ำของเพลงที่หวานปนขมขื่นเลย            ที่รอยยิ้มบางลักษณะเกิดขึ้นเพื่อหลอกหลอนหัวใจคุณอีกBut in the hush of night exactly like a bittersweet refrain Comes that certain smile to haunt your heart againแต่ว่า เมื่อเวลาเงียบสงบตอนกลางคืนมันเหมือนกับท่อนซ้ำของเพลงที่หวานปนขมขื่นเลย            ที่รอยยิ้มบางลักษณะเกิดขึ้นเพื่อหลอกหลอนหัวใจคุณอีก Vocabulary Itemsa certain + n (v) = มีลักษณะบางอย่างเฉพาะ มีปริมาณพอสังเกตุเห็นได้bittersweet (adj) = หวานปนขม หวานปนเศร้าcertain (adj) = แน่นอนfleeting (adj) = ในเวลาสั้นๆ glance (n) = การเหลือบมองhaunt (v) = หลอกหลอนhush (n) = เวลาเงียบสงบ refrain (n) = บทเพลงท่อนซ้ำunsuspecting (adj) = ไม่น่าสงสัยExpressionsWhy my heart sings = ทำไมหัวใจผมจึงร่าเริงแจ่มใสa certain smile = การยิ้มบางลักษณะเฉพาะa certain face = ใบหน้าบางลักษณะเฉพาะYou love awhile. = คุณรักชั่วระยะเวลาสั้นๆExactly like = เหมือนกันเลยA certain + n = used to refer to a quality that is noticed but that is difficult to explain or describe exactly or give itsexactamount:, e.g.A certain smile. = การยิ้มที่อธิบายยากThe house has a certain charm. = บ้านมีเสน่ห์ที่อธิบายยากThe songhas a certain appeal, but I'm not sure what it is. = เพลงมีบางอย่างดึงดูดใจ แต่ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไรแน่GrammarSimple Present Tenseปัจจุบันกาลธรรมดา เพื่อใช้บ่งบอกว่า เหตุการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นปกติวิสัยในขณะที่พูด หรือเกิดขึ้นบ่อยๆเป็นประจำ เช่นYou try to hide the tears inside with a cheerful pose.You know why my heart sings2. การกล่าวเปรียบเทียบ (Comparison)การพูดเปรียบเทียบในคำประพันธ์มี 2 ลักษณะคือ Simile (อุปมา)และ Metaphor (อุปลักษณ์)ซึ่งคล้ายคลึงกันมาก คือเป็นการเปรียบเทียบเหมือนกันแต่มีข้อแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนนั่นคือก. Simile (อุปมา)จะใช้คำว่า Like หรือ As ที่แปลว่า ราวกับว่า ดุจดั่งว่า ประดุจดั่งว่า เหมือนตัวอย่าง SimileLike a river it will flow.                 ดุจดั่งแม่น้ำ มันจะไหลIn the hush of night exactly like a bittersweet refrain comesเมื่อเวลาเงียบสงบตอนกลางคืนมันเหมือนกับท่อนซ้ำของเพลงที่หวานปนขมขื่นเลยที่เกิดขึ้นข. Metaphor (อุปลักษณ์)ไม่มีคำใช้โดยเฉพาะแต่จะเปรียบโดยตรงระหว่างสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบตัวอย่าง MetaphorLove is blind. = ความรักคือตาบอด
7 พฤษภาคม 2563     |      773
ทั้งหมด 42 หน้า