Eternally
Eternally (ตราบชั่วนิรันดร์Sarah Vaughanแปลโดย รศ.ดร.สุพัฒน์  สุกมลสันต์I'll be loving you eternally With a love that's true, eternally From the start, within my heart It seems I've always known The sun would shine When you were mine And mine aloneฉันจะรักคุณตราบชั่วนิรันดร์ด้วยความรักที่ซื่อสัตย์ ตราบชั่วนิรันดร์ตั้งแต่เริ่มแรก ภายในหัวใจฉันมันดูเหมือนว่า ฉันได้เคยรู้จักมาตลอดเวลาว่าดวงอาทิตย์จะส่องแสงเมื่อคุณเป็นของฉันและเป็นของฉันเพียงคนเดียวเท่านั้นI'll be loving you eternally There'll be no one new, my dear, for me Though the sky should fall Remember I shall always be Forever true and loving you Eternallyฉันจะรักคุณตราบชั่วนิรันดร์สำหรับฉัน จะไม่มีใครคนใหม่อีกเลย ที่รักของฉันจงจำไว้นะว่า ฉันสัญญาว่าจะซื่อสัตย์และรักคุณอยู่เสมอตลอดไปตราบชั่วนิรันดร์Though the sky should fall Remember I shall always be Forever true and loving youแม้ว่าท้องฟ้าจะล่มสะลายจงจดจำไว้นะว่า ฉันสัญญาว่าจะซื่อสัตย์และรักคุณอยู่เสมอตลอดไปVocabulary Itemsalone (adv) = เพียงเท่านั้นthough (conj) = ถึงแม้ว่าeternally (adv) = ชั่วนิจนิรันดร์true (adj) = ซื่อสัตย์forever (adv) = ตลอดไปI shall always be true.= ฉันสัญญาว่าจะซื่อสัตย์เสมอwithin (prep) = ภายใน
16 พฤศจิกายน 2560     |      460
Dreams and Memories
Dreams and MemoriesความฝันและความจำPerry Comoแปลโดย รศ.ดร.สุพัฒน์  สุกมลสันต์Dreams and memories Are all that you've left me Only lonely thoughts About the one I worship and adore!ความฝันและความทรงจำคือสิ่งทั้งหมดที่คุณเหลือไว้ให้ผมมีเพียงความคิดที่เปล่าเปลี่ยวเท่านั้นเกี่ยวกับคนผู้หนึ่งที่ผมบูชาและรักใคร่Dreams and memories Are what I must live with Sad remembering Of golden moments that exist no more!ความฝันและความทรงจำคือสิ่งที่ผมจะต้องมีชีวิตอยู่กับความทรงจำที่เศร้าเกี่ยวกับวันเวลาที่มีสุขซึ่งจะไม่มีอีกแล้วLovin' arms to hold me tight And your lips to kiss goodnight A love that seemed " Oh so right!" And yet, somehow, went wrong!อ้อมแขนที่มีความรักเพื่อกอดผมไว้แน่นและริมฝีปากของคุณที่จูบลาก่อนเข้านอนความรักที่เคยดูเหมือนว่า “โอ้...ใช่แน่เลยแต่ว่า ไม่รู้เพราะอะไรมันเกิดความผิดพลาด!Dreams and memories The moonlight on your hair Songs that we sang That feeling we shared whenever a church bell rang!ความฝันและความทรงจำแสงจันทร์บนเรือนผมของคุณเพลงที่เราเคยขับร้องความรู้สึกนั้นที่เราเคยมีร่วมกันเมื่อไหร่ก็ตามที่เสียงระฆังโบสถ์ดังขั้น!Oh, the memories and dreams of you! I can't live without you . .  I'll keep on praying you come back to me To me . . . to me! โอ้...ความจำและความฝันเกี่ยวกับคุณ            ผมไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีคุณ            ผมจะสวดมนต์อ้อนวอนต่อไปเพื่อให้คุณกลับมาหาผม            มาหาผม...มาหาผม!Vocabulary Itemsadore (v) = รักใคร่church (n) = โบสถ์dream (n) = ความฝันexist (v) = เกิดขึ้น มีอยู่golden moments = วันเวลาที่มีสุข โอกาสทองkeep on (v) = ดำเนินการต่อเนื่องleave, left, left (v) = ละทิ้งlonely (adv) = อย่างเดียวดาย อย่างโดดเดี่ยว อย่างเศร้าสร้อยmemory (n) = ความทรงจำmoonlight (n) = แสงจันทร์pray (v) = สวดมนต์ อ้อนวอน ภาวนา อธิษฐานthought (n) = ความคิดtight (adj) = แน่นworship (v) = บูชา
16 พฤศจิกายน 2560     |      1257
For the Good Time
For The Good Timesเพื่อวันเวลาที่ดีPerry Comoแปลโดย รศ.ดร.สุพัฒน์  สุกมลสันต์Don't look so sad, I know it's over,  But life goes on and this ol' world will keep on turning.  Let's just be glad we had some time to spend together,  There's no need to watch the bridges that we're burning. อย่าทำเป็นเศร้าซิ ผมรู้ว่ามันสิ้นสุดแล้วแต่ว่าชีวิตจะต้องดำเนินต่อไป และโลกเก่าใบนี้ก็ยังคงหมุนต่อไปขอให้เราจงมีความยินดี ที่เราได้มีบางเวลาอยู่ด้วยกันไม่มีความจำเป็นที่จะมองดูสะพานที่เรากำลังเผา[1] Lay your head upon my pillow,  Hold your warm and tender body close to mine,  Hear the whisper of the raindrops blowing soft across the window,  And make believe you love me one more time,  For the good times... จงเอาศีรษะคุณหนุนนอนที่หมอนของผมนำเอาร่างกายที่อบอุ่นและนุ่มนวลของคุณเข้ามาใกล้ชิดกับตัวผมฟังเสียงกระซิบของสายฝนที่ปลิวเบาๆผ่านหน้าต่างและคิดสมมุติว่าคุณรักผมอีกครั้งหนึ่งเพื่อวันเวลาที่ดีI'll get along, you'll find another,  And I'll be here if you should find you ever need me,  Don't say a word about tomorrow, or forever,  There'll be time enough for sadness when you leave me... ผมจะทำอย่างคุณ คุณจะพบคนใหม่ผมจะอยู่ที่นี่ ถ้าคุณพบว่าคุณยังต้องการผมอยู่ไม่ต้องพูดอะไรเลยเกี่ยวกับวันพรุ่งนี้ หรือเรื่องในอนาคตยังจะมีเวลามากเพียงพอสำหรับความเศร้าเมื่อคุณจากผมไป[1] For the good times...เพื่อวันเวลาที่ดี Vocabulary Itemsblow (v) = ผัดผ่าน ปลิวclose (adj) = ใกล้ชิดfor the good times..= เพื่อให้วันเวลาดูดีget along (v) = เข้ากันได้ เป็นเพื่อนกันได้ ทำเหมือนคนอื่นทำglad (adj) = ยินดีgo on (v) = ดำเนินต่อไปif you should find you ever need me = ถ้าคุณพบว่าคุณยังต้องการผมอยู่it's over. = มันสิ้นสุดแล้วkeep on (v) = ดำเนินต่อไปmake believe (v) = สมมุติว่าpillow = หมอนraindrop (n) = เม็ดฝนsad (adj) = รู้สึกเศร้าspend (v) = ใช้เวลา ใช้เงินtender (adj) = นุ่มนวลwarm (adj) = อบอุ่นwhisper (v,n) = กระซิบ การกระซิบProverb (สุภาษิตThere's no need to watch the bridges that we're burning. =  อย่าแสดงความเศร้ากับปัญหาที่เราช่วยกันก่อขึ้น ไม่มีความจำเป็นที่จะเฝ้ามองดูสะพานที่เรากำลังเผา เพราะว่ามันเป็นความผิดของเราเองทั้งคู่
16 พฤศจิกายน 2560     |      2643
Lovelight in My Heart (แก้วตาขวัญใจ)
Lovelight in My Heartแก้วตาขวัญใจ ประกายรักในหัวใจผมเพลงพระราชนิพนธ์ของ ร.9นิพนธ์คำร้องโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า จักรพันธ์เพ็ญศิริขับร้องโดย จินตนา สุขสถิตแปลโดย รศ.ดร. สุพัฒน์  สุกมลสันต์Oh, darling mine, I'm so in love with you. Since first we met long, long ago.  I wonder if you love me too?  My lonely, loving heart's bleeding so, โอ้...ที่รักของผม ผมรักคุณมาก            นับตั้งแต่เราพบกันเป็นครั้งแรก ซึ่งนานมากมาแล้ว            ผมสงสัยว่าคุณรักผมด้วยเหมือนกันหรือเปล่า?            หัวใจใฝ่รักที่โดดเดี่ยวของผมกำลังระทมทุกข์ (กำลังเลือดไหลซึมMy whole life now depends on you, my love.  You're sent from heaven up above.  Just to fill empty heart With a thrill from the start.  At first sight, lovelight burns in my heart.             ชีวิตของผมทั้งหมดในขณะนี้ขึ้นอยู่กับคุณ ที่รักของผม            คุณถูกส่งมาจากสวรรค์เบื้องบน            เพียงเพื่อเติมหัวใจที่ว่างเปล่าของผมให้เต็ม            ด้วยความสุขหรรษานับตั้งแต่เริ่มต้น            ตั้งแต่แรกพบ ประกายแห่งรักลุกไหม้อยู่ในหัวใจผม[1] Fate brings me life anew,  When I meet you,  Love at first sight,  With flaming light Burns in my heart.  In reaching for you, love,  You're high above,  Like stars afar It seems we are apart.             ชะตาชีวิตนำชีวิตใหม่มาสู่ผม            เมื่อผมพบคุณ            ความรักแรกพบ            พร้อมกับแสงสว่างที่ลุกโชน            ลุกไหม้อยู่ในใจผม            ในการไขว่คว้าหาคุณ ที่รัก            คุณอยู่สูงมาก            เหมือนดั่งดวงดาวที่แสนไกล            มันดูเหมือนว่า เราอยู่ห่างจากกัน[2] So beats my heart with such a love so true,  My heart, my soul belong to you.  You alone, mean to me,  You're my own destiny.  At first sight, lovelight keeps burning me.             ด้วยความรักที่แท้จริงเช่นนั้นทำให้หัวใจผมเต้นแรง            ที่รัก หัวใจของผมเป็นของคุณ            คุณเท่านั้นที่มีความหมายสำหรับผม            คุณคือโชคชะตาทั้งหมดของผม            ตั้งแต่แรกพบ ประกายแห่งรักเผาไหม้ผมอยู่ตลอดเวลาIf you love me as much as I love you,  The whole world, dear, will be so fair,  The sky will be so clear, so blue And there'll be warm sunshine everywhere,             ถ้าคุณรักผมมากเท่ากับที่ผมรักคุณ            โลกทั้งโลก ที่รัก จะยุติธรรมมาก            ท้องฟ้าจะใสกระจ่างและเป็นสีน้ำเงินสด            และจะมีแสงแดดที่อบอุ่นทุกหนทุกแห่งMy searching heart will never roam again With you alone I shall remain,  Ever care, from the start,  Ever share, lover's part.  At first sight, lovelight burns in my heart.             หัวใจที่ไฝ่หาของผมจะไม่ท่องเที่ยวไปไหนอีกแล้ว            กับคุณเท่านั้น ผมสัญญาว่าจะอยู่ที่นี่            ดูแลใส่ใจเสมอ ตั้งแต่แรกเริ่ม            แบ่งปันเสมอในส่วนที่เป็นความรัก            ตั้งแต่แรกพบ ประกายแห่งรักลุกไหม้อยู่ในหัวใจผม[1][2]Vocabulary Itemsafar (adv) = ห่างไกลมากalone (adv) = ตามลำพังanew (adv) = อีกครั้งหนึ่งapart (adv) = ห่างออกจากกัน แยกออกจากกันat first sight = พบครั้งแรกbeat (v) = เต้นเป็ยจังหวะbleed (v) = เลือดกำลังไหลburn (v) = เผาไหม้care (v) = สนใจใยดี ห่วงใย เอื้ออาทรclear (adj) = แจ่มใส ชัดเจนdepend on (v) = ขึ้นอยู่กับdestiny (n) = โชคชะตา empty (adj) = ว่างเปล่าfair (adj) = ยุติธรรมfate (n) = ชะตากรรม โชคชะตาfill (v) = บรรจุ เติม ใส่ลงไปflaming light = แสงที่กำลังลุกไหม้heaven (n) = สวรรค์lonely (adj) = เปล่าเปลี่ยว โดดเดี่ยว love at first sight = รักแรกพบlovelight (n) = ประกายแห่งรัก แววตาที่บ่งบอกความรักloving (adj) = รักใคร่ ห่วงใย แสดงความรักใคร่mean (v) = มีความหมาย มีความสำคัญreach (v) = เอื้อมมือ ไขว่คว้าremain (v) = คงอยู่ เหมือนเดิมroam (v) = ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆshare (v) = แบ่งปันsoul (n) = วิญญาณ จิตใจ ความรู้สึก thrill (n) = ความรู้สึกตื่นเต้น ความสุขล้นtrue (adj) = แท้จริงwhole (adj) = ทั้งหมด ทั้งมวลwonder (v) = สงสัยแก้วตาขวัญใจเพลงพระราชนิพนธ์ของ ร.9นิพนธ์คำร้องโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า จักรพันธ์เพ็ญศิริแก้วตาขวัญใจเธออยู่แห่งใดขวัญเอย ขาดชู้คู่เชยรักเอยเดียวดาย เฝ้าคอยรักเศร้าเหงาใจแสนหน่าย เปลี่ยนปานชีวาวางวายคลายสุขตรมโอ้เวรไหนมาพาโชคชะตาแสนชั่ว โลกนี้มืดมัวหวาดกลัวระทม ได้แต่หวังนั่งแต่ฝันคอยคู่ขวัญตันอกตรม ร้อนอารมณ์หวังชมชิดเชยดวงใจอยู่คนเดียวเปล่าเปลี่ยวปานใดอกใจระทม ขาดคนนิยมขาดคู่ชิดชมระบมทรวงใน โอ้บุญไม่ช่วยนำพาแก้วตาขวัญใจ ได้แต่ฝันไปไม่สบสมใจรักเอยแก้วตาขวัญใจเธออยู่แห่งใดหนอเธอ เฝ้าเพ้อเฝ้าละเมอใฝ่เธอมาเชย สุดจะเหงาเฝ้าแต่ฝันทรวงกระสันพรั่นจิตเลย ฝันถึงวันขวัญเอยชิดเชยชื่นชมเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๒ ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ.๒๔๙๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า จักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย
4 พฤศจิกายน 2560     |      1593
Twilight (ยามค่ำ)
Twilight ยามค่ำยามหัวค่ำ ยามโพล้เพล้เพลงพระราชนิพนธ์ของ ร. 9ประพันธ์เนื้อร้องโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า จักรพันธ์เพ็ญศิริขับร้องโดย (ไม่สามารถหาชื่อระบุได้แปลโดย รศ.ดร.สุพัฒน์  สุกมลสันต์When the sun is beaming Bright and lovely day The world is singing For all the clouds just roll away.เมื่อดวงอาทิตย์กำลังส่องแสง            สว่างสดใสและเป็นวันที่น่ารัก            โลกก็ร่าเริงแจ่มใส            เนื่องจากมวลหมู่เมฆเพิ่งกระจายหายไปWhen the moon is beaming Soft and mellow night นุ่มนวลน่ารัก The world is singing For lovers love the moonlight. เมื่อดวงจันทร์กำลังส่องแสง            อ่อนโยนและทำให้กลางคืนนุ่มนวลน่ารัก            โลกก็ร่าเริงแจ่มใส            เนื่องจากคู่รักรักแสงเดือนBut there are moments at the twilight When the day is blending with the night Life is so serene, a dusky screen Covers the world. แต่ว่ามีบางเวลาตอนยามค่ำ            เมื่อกลางวันกำลังหลอมรวมกับกลางคืน            ชีวิตช่างสงบเงียบ ฉากสีเทาดำ            ปกคลุมโลกThen it seems so lifeless But only awhile A dawn to happiness Twilight is planned so to beguile. แล้วโลกก็เหมือนดั่งไร้ชีวิต            แต่ว่าก็เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น            ก็ถึงรุ่งเช้าสู่ความสุขหรรษา            ยามค่ำก็เตรียมพร้อมที่จะทำให้น่าหลงไหลดังกล่าวWhen the golden sunbeam Streams over the world The land is like a dream The pretty flowers and leaves unfurled. เมื่อแสงทองของดวงอาทิตย์            สาดส่องปกคลุมโลก            พื้นดินก็เหมือนดั่งฝัน            ดอกไม้และใบไม้ที่น่ารักก็คลี่ดอกและใบออกWhen the silvery moonbeam Shines on up above With twinkling star agleam adj สะท้อนแสง A wonderland of true love.เมื่อแสงสีเงินของดวงจันทร์            ส่องแสงบนฟากฟ้าเบื้องสูง            พร้อมดวงดาวที่ส่องแสงสะท้อนระยิบระยับ            เป็นดินแดนมหัสจรรย์ของความรักแท้While the sunbeam kisses the moonlight When the day is blending with the night Life is so serene, a dusky screen Covers the world.             ขณะที่แสงอาทิตย์จูบกับแสงจันทร์            เมื่อกลางวันกำลังหลอมรวมกับกลางคืน  ชีวิตช่างสงบเงียบ ฉากสีเทาดำ            ปกคลุมโลกTwilight is but stillness Blessing in disguise A dawn to happiness A calm prelude to paradise. ยามค่ำเป็นแต่เพียงความสงบนิ่ง            ช่างโชคดีเหลือเกินในการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์            จากยามเช้าสู่ความสุขหรรษา            จากความสงบเงียบก่อนนำไปสู่แดนสวรรค์Vocabulary Itemsagleam (adj) = สะท้อนแสงawhile (adv) = ชั่วขณะหนึ่งbeam (v) = ส่องแสงbeguile (adj) = ทำให้น่าหลงไหลblend (v) = หลอมละลาย หลอมรวมblessing (n) = ความโชคดีมากbright (adj) = สว่าง calm (adj) = สงบเงียบcloud (n) = 1g,scover (v) = ปกคลุมdawn (n) = ยามเช้า รุ่งเช้าdisguise (v) = แปลงกาย เปลี่ยนสภาพdusky (adj) = สีเทาดำhappiness (n) = ความสุขlifeless (adj) = ไร้ชีวิต ไม่มีชีวิตlovely (adj) = น่ารักmellow (adj) = นุ่มนวลน่ารัก moment (n) = ขณะเวลาหนึ่งmoonbeam (n) = แสงจันทร์paradise (n) = แดนสวรรค์plan (v) = วางแผนprelude (v) = เกิดขึ้นก่อน โหมโรงpretty (adj) = น่ารักroll (v) = ม้วน กลิ้งscreen (n) = ฉาก ภาพที่มองเห็นได้serene (n) = ความงเงียบshine (v) = ส่องแสงsilvery (adj) = สีเงิน สีขาวนวลstillness (n) = ความสงบนิ่งstream (v) = ไหลบ่า สาดส่องtwilight (n) = ยามค่ำ ยามโพล้เพล้twinkling (adj) = ส่องแสงกระพริบ ระยิบระยับ unfurl (v) = คลี่ออก แผ่กระจายออกwonderland (n) = ดินแดนมหัสจรรย์ยามค่ำประพันธ์เนื้อร้องโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า จักรพันธ์เพ็ญศิริยามประกายแสงทองส่อง งามเรืองผ่องนภา ประเทืองผองมวลชีวา ดังพรจากฟ้าเสกมาให้ยามประกายแสงเดือนส่อง ยามนวลผ่องฟ้าไกล ชื่นชมสมดังดวงใจ สบสุขสุดใสหทัยบานยามค่ำลงโพล้เพล้ถ่ายเทประภา ในเมื่อยามทิวาต่อราตรีกาล มีแต่ความมืดมนอับจนดวงมาลย์ เหงาปานขาดใจแท้ที่จริงนั้นยามค่ำ นำให้รื่นฤทัย ค่ำลงแล้วราตรีใหม่ เคลื่อนมาพาใจให้ชื้นชื่นเชยยามรุ่งแสงทิวางาม เรืองอร่ามวิไล โลกเริงสำราญปานใด หมู่มวลพันธุ์ไม้ดอกใบบานครั้นเมื่อยามแสงเดือนส่อง ราตรีผ่องสำราญ หมู่ดาววับวามงามตระการ โลกเป็นสถานชื่นบานใจยามค่ำลงสลัวมืดมัวแสงสี แสนเปลี่ยวในฤดูสุดที่อาลัย มีแต่ความมืดมนอับจนดวงใจ คอยคืนใหม่งามแท้ที่จริงนั้นยามค่ำ นำยามเนื่องถึงยาม ค่ำลงแล้วราตรีตาม โลกยิ่งสุดงามสมความชื่นชมเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๕ ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. ๒๔๙๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า จักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แล้วได้พระราชทานให้นำออกบรรเลงในงานของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ สโมสรสราญรมย์ เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ๒๔๙๕
19 ตุลาคม 2560     |      463
Still on My Mind (ในดวงใจนิรันดร์)
Still on My Mindในดวงใจนิรันดร์ยังคงอยู่ในใจผมเพลงพระราชนิพนธ์ ร. 9ขับร้องโดย สุดเขต จึงเจริญแปลโดย รศ.ดร. สุพัฒน์  สุกมลสันต์I can't get you off my mind, However I try. The flame kindled in my heart= ปลุก กระตุ้นความรู้สึก Keeps burning high.            ผมไม่สามารถหยุดคิดถึงคุณได้            อย่างไรก็ตาม ผมพยายามเปลวไฟยังครุกกรุ่นอยู่ในหัวใจผม            เผาไหม้รุนแรงตลอดเวลาThough time has the power to quell,= to calm down, to suppress, to put an end (by force) It really cannot dispel. = to remove fear, doubt The magic touch of your hand, So gentle in mine.แม้ว่าเวลามีพลังให้สงบเงียบได้มันก็ไม่สามารถทำให้หายไปได้            การสัมผัสที่มหัศจรรย์ของมือคุณ  ที่แสนนุ่มนวลในมือของผมWhen night's curtain starts to fall And light fades away, My thoughts fly back to that day You were so near.            เมื่อม่านราตรีเริ่มโรยตัวลงมา            และแสงสว่างลับหายไป            ความคิดของผมหวลกลับไปยังวันนั้น            ที่คุณอยู่เคียงข้างใกล้ชิดThis song will never, never end And time we cannot suspend. You'll be ever and ever Still on my mind.            เพลงนี้จะไม่มีวันจบลงได้เลย            และเวลาที่เราไม่สามารถฉุดดึงไว้ได้            คุณจะยังคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ตลอดไปในใจของผมVocabulary Itemsdispel(v) = กำจัดความกลัว หรือความสงสัยออกไป นำออกไปfade away= จางหายไปflame (n) = เปลวไฟ ความร้อนรุ่ม ความต้องการfly back = บินกลับ หวลกลับgentle (adj) = อ่อนนุ่ม อ่อนละไม นุ่มนวลget off (v) = สลัดทิ้ง นำออกไปkeeps burning high= ไหม้ลุกโชนkindle(v) = ครุกกรุ่น ปลุก กระตุ้นความรู้สึกmagic (adj) = มหัศจรรย์ วิเศษnight's curtain = ม่านราตรี กลางคืนquell(v) = ทำให้สงบลง กำจัด ปราบด้วยกำลังstart to fall= เริ่มปกคลุม เริ่มมืดsuspend(v) = ยืดเยื้อ ทำให้เนิ่นนานต่อไปtouch (v,n) = สัมผัส การสัมผัสtry(v) = พยายามในดวงใจนิรันดร์ประพันธ์คำร้องโดย ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นครอยากลืมลืมรักลืมมิลง กลับพะวงหลงเพ้อเงา เปรียบปานเพลิงรักรุมสุมเศร้า เปลี่ยวเปล่าร้าวรอนแต่เพียงกาลเวลาอันหมุนเวียน ฤาอาจผลัดเปลี่ยนเบียนรักคลอน รสรักจากกรกอดสวมกร ยังถาวรติดเตือนเมื่อยามอาทิตย์ลอยคล้อยต่ำ ย่ำยามท้องฟ้าเลือน ยังหวังเชยชิดกันฉันเพื่อน ติดเตือนตรึงใจสุดประพันธ์บรรเลงให้ครบครัน วันอาจจะผ่านเวียนผันไป รักนั้นจะเนาแน่นแฟ้นใน ดวงใจนิรันดร์เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๓๗ ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. ๒๕๐๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ คำร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เองเป็นเพลงแรก ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ประพันธ์คำร้องภาษาไทยถวายอ้างอิงhttps://www.siamzone.com/music/thailyric/12056
19 ตุลาคม 2560     |      2588
Old Fashioned Melody (เตือนใจ)
Old Fashioned Melody (เตือนใจ ทำนองเพลงเดิมพระราชนิพนธ์ทำนองและคำร้องโดยพระเจ้าอยู่หัว ร.9ขับร้องโดย รัดเกล้า อามระดิษแปลโดย รศ.ดร.สุพัฒน์  สุกมลสันต์Let me tell you how I miss The thrill of your sweet little kiss; Let me tell you with this Old Fashioned melody.            ขอให้ผมบอกคุณนะว่าผมคิดถึงคุณมากเพียงใดจาก            ความตื่นเต้นเร้าใจของการจูบเพียงเล็กน้อยที่หวานชื่นของคุณ            ขอให้ผมได้บอกคุณด้วย            ทำนองเพลงเดิมนี้เถอะนะLet me tell you how I sigh Far all the joys of days gone by; Let me tell you with this Old Fashioned melody.            ขอให้ผมบอกคุณนะว่าผมเศร้าโศกมากเพียงใดที่            ห่างไกลจากความหรรษาของวันเวลาที่ผ่านไป            ขอให้ผมได้บอกคุณด้วย            ทำนองเพลงเดิมนี้เถอะนะWe used to go side by side On our own way all along, With nothing real to decide, Nothing was wrong.            เราเคยเดินเคียงข้างซึ่งกันและกัน            บนเส้นทางของเราเองตามลำพัง            ไม่มีอะไรจริงจังที่ต้องตัดสินใจ            ไม่มีอะไรที่ผิดNow there's no word that can say, I can't tell you in anyway. Let me tell you with this Old Fashioned melody.            ขณะนี้ไม่มีถ้อยคำใดที่สามารถพูดได้            ผมไม่สามารถบอกคุณด้วยวิธีใดได้เลย            ขอให้ผมได้บอกคุณด้วย            ทำนองเพลงเดิมนี้เถอะนะVocabulary Itemsanyway (adv) = อย่างไรก็ตามdecide (v) = ตัดสินใจjoy (n) = ความหรรษาlet me = ขออนุญาตให้ผม ขอให้ผมmelody (n) = ทำนองเพลงmiss (v) = คิดถึงold fashioned (adj) = แบบเดิม แบบเก่า อย่างเดิมside by side = เคียงข้างกันsigh (v) = ถอนหายใจ แสดงอาการเศร้าหรือมีทุกข์thrill (n) = ความตื่นเต้นเร้าใจ ความตื่นเต้นหวาดเสียวused to (v) = เคยwrong (adj) = ผิดพลาด ผิด ไม่ถูกต้องเตือนใจพระราชนิพนธ์โดยพระเจ้าอยู่หัว ร.9ประพันธ์เนื้อร้องโดย ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค และหม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์ เสียงเพลงเพราะเพลินพาเคลิ้มไป ให้อารมณ์หวั่นไหวแรงรักเธอ คิดตรึงซึ้งไว้ใจละเมอ รักเธอดั่งเพลงเดือนเสียงเพลงนี้พาเราฝันไป ก่อนเคยสุขสดใสในแสงเดือน คิดซึ้งตรึงไว้ใจฝันเตือน มิเลือนและลืมเธอต่างเคยหยอกเย้าพะเน้าคลอ ต่างคนต่างพ้อเพียงละเมอ สบสุขความทุกข์คลายเพราะเธอ ต่านปรนเปรอใจเสียงเพลงนี้พาเราภิรมย์ ต่างชมเชยชิดสองครองใจ เสียงเพลงนี้ซึ้งตรึงฤทัย นึกไปชื่นใจเอยเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๓๘ ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองและคำร้องภาษาอังกฤษใน พ.ศ. ๒๕๐๘ ต่อมาใน พ.ศ๒๕๑๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค และหม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์ ประพันธ์ คำร้องภาษาไทยถวาย
19 ตุลาคม 2560     |      646
No Moon (ไร้จันทร์)
No Moon (ไร้จันทร์พระราชนิพนธ์ของ ร.9ขับร้องโดย จินตนา สุขสถิตย์แปลโดย รศ.ดร.สุพัฒน์  สุกมลสันต์What do I care 'bout moonlight, I have your smile, love, That's shining just as bright.ผมจะต้องสนใจใยดีอะไรกับแสงจันทร์ล่ะ?            ผมมีรอยยิ้มของคุณแล้ว ที่รัก            ซึ่งสองสว่างเช่นเดียวกันThere's nothing I cannot do, dear, If you love me true, dear, I have nothing to fear, My way is always clear.            ไม่มีอะไรที่ผมทำไม่ได้ ที่รัก            ถ้าคุณรักผมจริง ที่รัก            ผมไม่มีอะไรที่ต้องกลัว            วิธีการของผมมันชัดเจนอยู่แล้วNo stars, I have no use for starlight, I've your twinkling eyes To guide me quite all right.            ไม่มีดวงดาว            ผมไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรกับแสงดาว            ผมมีดวงตาที่ส่องประกายของคุณ            ที่นำทางผมก็เพียงพอแล้วOthers may need the moon And even the stars too. But I'm happy, Whenever I'm with you.            คนอื่นๆอาจต้องการดวงจันทร์            และแม้แต่ดวงดาวด้วย แต่ว่าผมมีความสุข            เมื่อใดก็ตามที่ผมอยู่กับคุณVocabulary Items'bout =about = เกียวกัยbright(adj) = สว่างcare (v) = สนใจใยดี เป็นห่วงclear(adj) = ชัดเจนfear(v) = กลัว รู้สึกกลัวguide = นำทาง บ่งบอก ชี้ทางmoonlight(n) = แสงจันทร์no use = ไม่มีประโยชน์quite all right= เพียงพอแล้วดีพอแล้วshine (v) = ส่องแสงstarlight(n) = แสงดาวtrue(adj) = จริง ซื่อสัตย์twinkling (adj) = เป็นประกายระยิบระยับwhenever(conj, adv) = เมื่อใดก็ตามไร้จันทร์คำร้อง: นายอาจินต์ ปัญจพรรค์ ไร้จันทร์ ฉันไม่นึกห่วงแสงโสมผ่อง รักยิ้มแสนหวานส่อง เปรียบประกายทองของจันทร์มิเคยมีสิ่งใดไกลเกินหวัง แม้นมั่นใจในรักฉัน มิหวั่นภัยใดขวางกั้น ทางรักสุขสันต์สดใสไร้ดาว ฉันไม่นึกห่วงดาวน้อยใหญ่ แววตาเธอแทนได้ ส่องทางไปดังดาราถึงใครอื่นมุ่งชมจันทร์ และหมายมั่นดาวเด่นฟ้า แต่ตัวฉันสุข ทุกเวลาคราชิดเธอไร้เดือนคำประพันธ์: ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค และหม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์เหมือนดังฟ้าที่ไร้แสงส่อง รักน้องนั้นหวานชื่น รื่นรมย์ชมพักตร์แทนเดือนงามดวงหน้าติดตราตรึงใจไซร้ ยิ้มรื่นใครจะมาเหมือน ไร้เดือนเลือนไม่แลเห็น ก็เป็นสุขใจไม่วายไร้ดาว มืดในหาวไม่เห็นแหนงหน่าย สายรักแสนสูงส่ง มั่นคงในดวงวิญญาณ์ถึงใครอื่นชื่นชมเดือน ฝันใฝ่ดาวบนฟ้า แต่เราชิดหน้า รสความรักไม่ร้างราเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๓๙ ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองและคำร้องภาษาอังกฤษพร้อมกันใน พ.ศ. ๒๕๐๘ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอาจินต์ ปัญจพรรค์ ประพันธ์คำร้องภาษาไทยถวาย ชื่อ "ไร้จันทร์ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค และหม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์ ประพันธ์คำร้องภาษาไทยถวายชื่อ "ไร้เดือน
19 ตุลาคม 2560     |      468
Near Dawn (ใกล้รุ่ง)
Near Dawnใกล้รุ่งประพันธ์คำร้องโดย ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยาและพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริขับร้องโดย จินตนา สุขสถิตย์แปลโดย รศ.ดร.สุพัฒน์  สุกมลสันต์How calm the world all nature slumber still. Grey is the sky. No breezes blow. O'er roof and hill, the moon now low Sends gentle light to guard below.             ธรรมชาติทั้งมวลในโลกช่างนอนเงียบสงบดีเสียจริง            ทองฟ้าเป็นสีเทา ไร้กระแสลมพัด            เหนือบ้านและเนินเขา ดวงจันทร์ขณะนี้ลอยต่ำ            ส่องแสงอ่อนๆสาดส่องเบื้องล่างCocks waking call 'cross the fields:  Grey shadows flee. Stars disappear.  But, here I lie sleepless, dear.  Bats flutter home. The dawn is near. เสียงไก่ขันดังข้ามท้องทุ่ง            เงาสีเทาแผ่กระจาย  ดวงดาวลับหายไป            แต่ว่า ผมนอนไม่หลับอยู่ตรงนี้ ที่รัก            ค้างคาวบินฉวัดเฉวียนกลับรัง กำลังจะใกล้รุ่งแล้วGold streaks the east. Its glow, the reefs reflect, Dark leaves turn green. And flow'rs with light, are deck'dแถบสีทองพาดทางตะวันออก            แสงเรืองของมันสะท้อนแนวปะการัง            ใบไม้สีดำเปลี่ยนเป็นสีเขียว            และดอกไม้ที่มีแสงส่องก็ได้รับการประดับประดาสวยงามNow birds and babes wake to play. The world expectant waitsTo greet a bright, new day.ขณะนี้เหล่านกและลูกๆของมันตื่นขึ้นมาเล่นกัน            ชาวโลกผู้คาดหวังก็รอคอย            ที่จะทักทายวันใหม่ที่สดใสDew fresh and cool. The town awakes from sleep!  Its throb I hear: car, speeding, hum.  Of love and hope the birds sing, dear Come, rise don't mope. The dawn is near. น้ำค้างใหม่และเย็น ชาวเมืองตื่นจากนอน            ผมได้ยินเสียงสั่นสะเทือนของรถยนต์ การเร่งความเร็ว และเสียงร้องเบาๆ            ของนกร้องเรื่องความรักและความหวัง ที่รัก            มาเลย ลุกขึ้น อย่ามัวแต่เซื่องซึ่มอยู่เลย กำลังจะใกล้รุ่งแล้วVocabulary Itemsbat (n) = ค้างคาวblow (v) = พัด ลมพัดbreeze (n) = สายลมโชย calm (adj) = เงียบสงบcock (n) = ไก่ตัวผู้cool (adj) = เย็นสบาย'cross = across = ข้ามdawn (n) = ยามเช้ามืด รุ่งอรุณdeck'd = decked = ถูกประดับประดาสวยงามdew (n) = น้ำค้างdisappear (v) = หายไปexpectant (n) = ผู้รอคอย ผู้คาดหวังflutter (v) = บินฉวัดเฉวียนfresh (adj) = สด ใหม่ gentle (adj) = อ่อนๆ อ่อนโยน สุภาพglow (v,n) = เรืองแสง การเรืองแสงgreet (v) = ทักทายgrey (n) = สีเทาhill (n) = เนินเขาhum (n) = เสียงร้องเบาๆmope (v) = แสดงอาการเซื่องซึ่มreef (n) = แนวปะการังreflect (v) = สะท้อนroof (n) = หลังคาshadow (n) = เงาsleepless (adj) = นอนใหลับslumber (n, v) =การนอน นอนstreak (n) = แถบthrob (n) = เสียงสั่นสะเทือนใกล้รุ่งประพันธ์คำร้องโดย ศจ. ดร.ประเสริฐ ณ นคร และ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริได้ยินเสียงแว่วดังแผ่วมาแต่ไกลไกล ชุ่มชื่นฤทัยหวานใดจะปาน ฟังเสียงบรรเลงกับเพลงประสาน จากทิพย์วิมานประทานกล่อมใจใกล้ยามเมื่อแสงทองส่อง ฉันคอยมองจ้องฟ้าเรืองรำไร ลมโบกโบยมาหนาวใจ รอช้าเพียงไรตะวันจะมาเพลิดเพลินฤทัยฟังไก่ประสานเสียงกัน ดอกมะลิวัลย์อวลกลิ่นระคนมณฑาโอ้ในยามนี้เพลินหนักหนาแสงทองนวลผ่องนภา แสนเพลินอุราสำราญหมู่มวลวิหคบินผกมาแต่รังนอน เฝ้าเชยชิดช้อนลิ้มชมบัวบาน ยินเสียงบรรเลงดังเพลงขับขาน สอดคล้องกังวานซาบซ่านจับใจเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๔ ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะทรงเป็นสมเด็กพระอนุชาธิราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ประพันธ์คำร้องภาษาไทย โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงช่วย ส่วนคำร้องภาษาอังกฤษ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา ประพันธ์ขึ้น และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงช่วยแก้ไข แล้วพระราชทานให้วงดนตรีสุนทราภรณ์นำออกบรรเลงครั้งแรกทางสถานีวิทยุกระจายเสียงกรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์ปัจจุบัน) เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ๒๔๘๙
19 ตุลาคม 2560     |      8414
Love at Sundown (ยามเย็น)
Love at Sundownยามเย็น รักยามอาทิตย์อัสดงเพลงพระราชนิพนธ์ของ ร.9ประพันธ์เนื้อร้องโดย ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยาขับร้องโดย จินตนา สุขสถิตย์ แปลโดย รศ.ดร.สุพัฒน์  สุกมลสันต์'Tis sundown. The golden sunlight tints the blue sea. Paints the hill and gilds the palm tree, Happy be, my love, at sundown.นี่คือยามอาทิตย์อัสดง            แดดสีทองฉาบทาท้องทะเลสีน้ำเงิน            ทาเนินเขาและฉาบต้นปาล์มด้วยแสงสีทอง            ความรักของผม คือความสุขในยามอาทิตย์อัสดง'Tis sundown. The multi-coloured dancing sunbeam Brightly shines on in my heart's dream Of the one I love, at sundown.นี่คือยามอาทิตย์อัสดง            ลำแสงดวงอาทิตย์หลากหลายสีกำลังเต้นระยิบระยับ            สาดส่องอย่างแจ่มจ้าที่ความฝันในใจผม            สิ่งหนึ่งที่ผมรักคืออาทิตย์ยามอัสดงThe birds come to their nest At peace, they bill and coo. The wide world sinks to rest, And so do I and so do you.            นกกลับมาสู่รังของมัน            ยามสงบ นกมันใช้ปากซุกไซ้กันและส่งเสียงร้องเบาๆ            โลกอันกว้างใหญ่หยุดนิ่งพักผ่อน            และผมและตัวคุณก็เช่นเดียวกัน'Tis sundown. In splendour sinks the sun, comes twilight, Day is done, now greets the cool night. Happy be, my love, at sundown.นี่คือยามอาทิตย์อัสดง            ดวงอาทิตย์ลับไปในความวิเศษสุด และปรากฎแสงสีทองเหนือขอบฟ้า            กลางวันผ่านไป ตอนนี้กลางคืนที่เย็นก็มาทักทาย            ความรักของผม คือความสุขในยามอาทิตย์อัสดงVocabulary Itemsat peace (n) = ในความเงียบ ในความสงบbill (v) = ใช้จงอยปากซุกไซ้กันbrightly (adv) = อย่างแจ่มชัด อย่างชัดเจนcoo (v) = ส่งเสียงเบาๆcool (adj) = เย็นgild (v) = ฉาบด้วยทองบางๆgolden (adj) = เป็นสีทองgreet (v) = ทักทายhill (n) = เนินเขาเตี้ยๆmulti-coloured (adj) = หลากหลายสีpaint (v) = ทาสีpalm tree (n) = ต้นปาล์มrest (v) = พักผ่อนsea (n) = ทะเลsink (v) = จม หยุดsplendor (n) = ความวิจิตรตระการตาsunbeam (n) = ลำแสงอาทิตย์sundown (n) = ยามเย็น ยามอาทิตย์อัสดง ขณะที่ดวงอาทิตย์ตกดินsunlight (n) = แสงแดดtint (v) = ฉาบทาด้วยหลากหลายสี'tis (= it is) = มันคือtwilight (n) = เวลาขณะที่แสงสีทองฉาบท้องฟ้าหลังดวงอาทิตย์ตก เวลาพลบค่ำยามเย็นทำนอง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คำร้อง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ เพลงประกอบภาพยนตร์ พรจากฟ้า แดดรอนๆ เมื่อทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา ทอแสงเรืองอร่ามช่างงามตา ในนภาสลับจับอัมพรแดดรอนๆ เมื่อทินกรจะลาโลกไปไกล ยามนี้จำต้องพรากจากดวงใจ ไกลแสนไกลสุดห่วงยอดดวงตาแต่ก่อนเคยคลอเคลียกัน ทุกวันคืนรื่นอุรา ต้องอยู่เดียวเปลี่ยนวิญญาณ์ เหมือนดังนภาไร้ทินกรแดดรอนๆ เมื่อทินกรจะลาโลกไปไกล ความรักเราคงอยู่คู่กันไป ในหัวใจคงอยู่คู่เชยชมโอ้ยามเย็น จวบยามนี้เป็นเวลาสุดอาวรณ์ ยามไร้ความสว่างห่างทินกร ยามรักจำจะจรจากกันไป เพลงพระราชนิพนธ์ ยามเย็น เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์ ใน พ.ศ. 2489 ขณะยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช เป็นงานทดลองของพระองค์ในจังหวะฟ็อกซ์ทร็อต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย และท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา แต่งคำร้องภาษาอังกฤษ แล้วพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีคำต้องสมบูรณ์ให้นายเอื้อ สุนทรสนาน นำออกบรรเลงในงานของสมาคมปราบวัณโรค ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร เมื่อวันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 นับเป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกที่นำออกบรรเลงสู่ประชาชน เป็นเพลงที่ร่าเริงแจ่มใสเหมาะสำหรับการเต้นรำในสมัยนั้นอ้างอิงhttps://www.siamzone.com/music/thailyric/12061
19 ตุลาคม 2560     |      44267
Falling Rain (สายฝน)
Falling Rain (สายฝน ฝนกำลังตกเพลงพระราชนิพนธ์ของ ร.9ประพันธ์เนื้อร้องโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริและท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยาขับร้องโดย จินตนา สุขสถิตย์แปลโดย รศ.ดร.สุพัฒน์  สุกมลสันต์Rain winds sweep across the plain. Thunder rumbles on high.  Lightening flashes; Bows the grain.  Birds in fright nestward fly. ลมฝนพัดผ่านที่ราบ            ฟ้าร้องคำรามมาจากที่สูงเบื้องบนสายฟ้าแลบ ทำให้รวงข้าวโค้งงอลง            นกตกใจ บินกลับรังBut the rain pours down in blessing;  Filled with cheer our hearts expand.  As the woods with notes of pleasure ring,  Sunlight streams o'er the land. แต่ว่าฝนตกเทลงมาท่ามกลางความยินดี            ทำให้หัวใจของเราเต็มไปด้วยความปรีดา            ขณะที่ป่าไม้เจริญงอกงามดีลำแสงดวงแสงอาทิตย์สาดส่องเหนือพื้นดินBright the rainbow comes in view.  All the world's cool and clean.  Angels' tears the flowers renew.  Nature glistens in green. รุ้งสีสดปรากฏออกมาให้เห็น            ทุกสรรพสิ่งในโลกเย็นลงและสะอาด            หยาดน้ำตาของเหล่านางฟ้าทำให้ดอกไม้มีชีวิตชีวาขึ้น            ธรรมชาติส่องประกายเป็นสีเขียวRain beads sparkle in your hair, love.  Rainbows glitter when you smile.  Thus we soon forget the clouds above,  Beauty so does beguileเม็ดฝนส่งประกายบนเรือนผมคุณ ที่รัก            สายรุ้งทอแสงระยิบระยับเมื่อคุณยิ้ม            ดังนั้น ในไม่ช้าเราก็ลืมมวลเมฆข้างบน            ความสวยก็ชักจูงให้คนหลงใหลได้เช่นเดียวกันVocabulary Itemsbeguile (v) = ชักจูงให้หลงเชื่อbow (v) = โค้งงอลง โค้งต่ำลงbright (adj) = สว่าง สีสดใสclean (adj) = สะอาดangel (n) = นางฟ้าcloud (n) = ก้อนเมฆcome in view (v) = ปรากฏให้เห็นcool (adj) = เย็นลงexpand (v) = พองโต ขยายใหญ่ขึ้นwoods (n) = ป่าไม้flash (v) = ประกายแวบวับของฟ้าแลบflower (n) = ดอกไม้forget (v) = ลืมglitter (v) = ส่องแสงระยิบระยับgrain (n) = ธัญพืช ต้นข้าวin blessing (n) = ท่ามกลางความยินดีin fright (n) = อยู่ในอาการตกใจกลัวlightening (n) = ฟ้าแลบnestward fly (v) = บินกลับรังo'er = over = บนplain (n) = ที่ราบpleasure ring (n) = วงปีของต้นไม้ที่เจริญงอกงามดีpour down (v) = เทลงมา ฝนตกหนักrain wind (n) = ลมฝนrainbow (n) = รุ้งกินน้ำrenew (adj) = มีชีวิตชีวาglisten (v) = ส่งประกายจากการกระทบแสงแดดrain bead (n) = เม็ดฝนrumble (v) = เสียงคำรามของฟ้าsparkle (n) = ส่องประกาย มีประกายstream (v) = ลำแสง ลำธารsunlight (n) = แสงแดดsweep (v) = กวาด พัดวูบ พัดกวาดthe land (n) = แผ่นดินthunder (n) = ฟ้าร้องสายฝนประพันธ์เนื้อร้องโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริเมื่อลมฝนบนฟ้ามาลิ่ว ต้นไม้พลิ้วลู่กิ่งใบ เหมือนจะเอนรากคลอนถอนไป แต่เหล่าไม้ยิ่งกลับงามพระพรหมท่านบันดาลให้ฝนหลั่ง เพื่อประทังชีวิตมิทราม น้ำทิพย์สาดเป็นสายพรายพลิ้วทิวงาม ทั่วเขตคามชุ่มธาราสาดเป็นสายพรายพลิ้วทิวทุ่ง แดดทอรุ้งอร่ามตา รุ้งเลื่อมลายพร่างพรายนภา ยามเมื่อฝนมาแต่ไกลพระพรหมช่วยอำนวยให้ชื่นฉ่ำ เพื่อจะนำดับความร้อนใจ น้ำฝนหลั่งลงมาจากฟ้าแดนไกล พืชพรรณไม้ชื่นยืนยงเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๓ ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย ส่วนภาษาอังกฤษ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงแต่งร่วมกับท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา เพลงพระราชนิพนธ์สายฝนนี้ มีลีลานุ่มนวลอ่อนหวาน บรรเลงครั้งแรกในงานรื่นเริงของสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ๒๔๘๙ จึงเป็นเพลงยอดนิยมของพสกนิกรไทยอีกเพลงหนึ่งจนถึงปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งถึงความลับของเพลงนี้ว่าเมื่อแต่งเป็นเวลา ๖ เดือน ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริได้เขียนจดหมายถึง บอกว่ามีความปลาบปลื้มอย่างหนึ่งเพราะไปเชียงใหม่ เดินไปตามถนนได้ยินเสียงคนผิวปากเพลงสายฝน ก็เดินตามเสียงไปเข้าไปในตรอกซอยแห่งหนึ่งก็เห็นคนกำลังซักผ้าแล้วก็มีความร่าเริงใจ ผิวปากเพลงสายฝนและก็ซักผ้าไปด้วยก็นับว่าสายฝนนี้มีประสิทธิภาพสูงซักผ้าได้สะอาด…ที่จริงความลับของเพลงมีอย่างหนึ่งคือเขียนไป ๔ ช่วง แล้วก็ช่วงที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เสร็จแล้วเอาช่วงที่ ๓ มาแลกช่วงที่ ๒ กลับไปทำให้เพลงมีลีลาต่างกันไป…เป็น ๑ ๓ ๒ ๔ข้อมูลhttp://th.wikipedia.org/wiki/Falling_Rain
19 ตุลาคม 2560     |      2722
Candlelight Blues (แสงเทียน)
Candlelight Bluesแสงเทียนแสงเทียนเศร้าเพลงพระราชนิพนธ์ของ ร.9ประพันธ์คำร้องโดย รศ. สดใส วานิชวัฒนา (รองศาสตราจารย์สดใด พันธุมโกมล)ขับร้องโดย จินตนา สุขสถิตย์แปลโดย รศ.ดร. สุพัฒน์  สุกมลสันต์The candlelight is shining low, My only love, I'm missing you so. I know I've lost but still I dream of you.แสงเทียนกำลังส่องสว่างหรี่ลงที่รักหนึ่งเดียวของผม ผมกำลังคิดถึงคุณมากผมรู้ว่าผมได้สูญเสียคุณไป แต่ว่าผมก็ยังคิดถึงคุณI'll hope and dream till all my dreams come true. Just by the candlelight You used to hold me tight.ผมจะหวังและฝันจนกระทั่งความฝันทั้งหมดของผมเป็นจริงเพียงแต่อยู่ข้างๆกับแสงเทียนคุณเคยกอดผมไว้แน่นThis candlelight reminds me so of you, By candlelight you kissed me. Still the candle's burning for two, But darling, where can you be?แสงเทียนนี้เตือนให้ผมคิดถึงคุณมากว่าอยู่ข้างๆกับแสงเทียนคุณเคยจูบผมแสงเทียนยังคงลุกไหม้สำหรับเราทั้งสองแต่ว่าที่รัก คุณอยู่ที่ไหนล่ะ?Come back, my love,  if you're feeling this blue By candlelight you'll meet me But darling where can you be?กลับมาเถอะ ที่รักถ้าคุณมีความรู้สึกเศร้าเช่นนี้อยู่ข้างๆกับแสงเทียนคุณจะพบผมแต่ว่าที่รัก คุณอยู่ที่ไหนล่ะ?Vocabulary Itemsblue (adj) = รู้สึกเหงา รู้สึกเศร้าburn (v) = เผาไหม้candlelight (n) =แสงเทียนhold (v) = กอด ยึด เหนี่ยวjust (adv) = เพียงแต่ kiss (v) = จูบlose, lost, lost (v) = สูญหาย หลงทาง ทำสูญหายmiss (v) = คิดถึงremind (v) = เตือนให้คิดถึงshine (v) = ส่องแสงtight (adj) = แน่น ติดแน่นused to (v) = เคยแสงเทียนประพันธ์คำร้องโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ(ขณะดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์)จุดเทียนบวงสรวงปวงเทพเจ้า สวดมนต์ค่ำเช้าถึงคราวระทมทน โอ้ชีวิตหนอล้วนรอความตายทุกคน หลีกไปไม่พ้นทุกข์ทนอาทรร้อนใจ ต่างคนเกิดแล้วตายไป ชดใช้เวรกรรมจากจรนิจจังสังขารนั้นไม่เที่ยงเสี่ยงบุญกรรม ทุกคนเคยทำกรรมไว้ก่อน เชิญปวงเทวดาข้าไหว้วอน ขอพรคุ้มไปชีวิตหน้า ทนทรมานมามากแล้วจะกราบลา หนีปวงโรคาที่เบียดเบียน แสงแววชีวาเปรียบแสงเทียนเปรียบเทียนสิ้นแสงยามแรงลมเป่า ชีพดับอับเฉาเหมือนเงาไร้ดวงเทียน จุดเทียนถวายหมายบนบูชาร้องเรียน โรคภัยเบียดเบียนแสงเทียนทานลมพัดโบย โรครุมเร้าร้อนแรงโรย หวนโหยอาวรณ์อ่อนใจทำบุญทำทานกันไว้เถิดเกิดเป็นคน ไว้เตรียมผจญชีวิตใหม่ เคยทำบุญทำคุณปางก่อนใด ขอบุญคุ้มไปชีวิตหน้า ทนทรมานมามากแล้วจะกราบลา แสงเทียนบูชาจะดับพลัน แสงเทียนบูชาดับลับไปเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรก ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2498 ครั้งดำรงพระราชอิสริยยศเป็น สมเด็จพระอนุชาธิราชได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ (ขณะดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์นิพนธ์คำร้องภาษาไทย แต่เนื่องจากมีพระราชประสงค์ที่จะทรงแก้ไขทำนองและคอร์ดบางตอน จึงยังไม่โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้นำออกมาบรรเลงในเวลานั้น ต่อมา ได้พระราชทานให้นำออกบรรเลงครั้งแรก พ.ศ.2490 และใน พ.ศ.2496 นางสาวสดใส วานิชวัฒนา (รองศาสตราจารย์สดใด พันธุมโกมลประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษ
19 ตุลาคม 2560     |      1547
ทั้งหมด 42 หน้า